คำปราศรัย เวทีอโศก
โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล
21:00 น. 23 มกราคม 2557
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
[ก.ป.ป.ส.]
โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล
21:00 น. 23 มกราคม 2557
คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
[ก.ป.ป.ส.]
|
Vertical Divider
คำปราศรัย เวทีอโศก
โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล 21:00 น. 23 มกราคม 2557 บทนำ ผมเป็นคนมองโลกสวยมายาวนานตลอดชีวิต 66 ปี ผมเป็นคนที่กำนันสุเทพตัดพ้อต่อว่าบนเวทีมวลมหาประชาชนมากว่าเดือน ว่าเป็นพวกโลกสวย แต่นับวันโลกของผมมันเริ่มจะไม่สวยมากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงมาที่นี่ มาอยู่กับท่าน มวลมหาประชาชน เพราะผมพบว่าที่นี่ คือโลกที่สวย สงบ งดงาม ที่แท้จริง! เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความของสำนักวิจัยอเมริกันแห่งหนึ่ง ชื่อ INTERNATIONAL CRISIS GROUP เขาวิเคราะห์วิกฤติการเมืองไทยวันนี้ และวิเคราะห์การต่อสู้ของเรามวลมหาประชาชนไทยกลางกรุงเทพมหานครนี้ว่า การให้ปฎิรูปก่อนการเลือกตั้งเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง ไม่มีทางเลือกอื่น แต่เป็นทางเลือกที่เป็นความหวังที่อ่อนล้าเต็มที เปรียบเสมือนคนลอยคอกำลังจะจมน้ำ เพียงเกาะหญ้าปล้องน้อยที่ลอยปริ่มน้ำอยู่เท่านั้น. แต่องค์การวิจัยระหว่างประเทศนี้ก็สรุปว่า “หญ้าปล้องน้อยที่ลอยความหวังปริ่มน้ำ” อยู่ที่กรุงเทพฯนี้ ก็เป็นความหวังเดียว ไม่มีความหวังอื่น ไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย สำหรับการปฏิรูปประเทศไทยให้ดีขึ้นให้ทัดเทียมมาตรฐานอารยะประชาธิปไตย ในโลกมนุษย์ใบนี้ ผมมาที่นี่ในคืนนี้มิได้มาเพื่อเกาะหญ้าปล้องน้อยของมวลมหาประชาชน …… แต่มาเพื่อเป็นหญ้าอีกปล้องหนึ่ง เสริมความแข็งแกร่งแห่งความหวังของมวลมหาประชาชน ให้ความฝันที่เป็นความหวังลอยปริ่มน้ำอยู่ในขณะนี้ ได้กลายเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เป็นความจริงในการสร้าง “สังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ให้พวกเราทุกคน โดยเฉพาะลูกหลานของเราในปัจจุบันและในอนาคตได้อยู่ร่วมกันสร้างชีวิต … สร้างชาติ … สร้างแผ่นดิน …ให้มั่นคง มั่งคั่ง … รุ่งเรื่อง … บริสุทธิ์ … งดงาม … สดใส …และ ยั่งยืนตลอดไป. …ให้ชาติไทยและคนไทยอยู่บนโลกมนุษย์ได้อย่างสง่างาม ทัดเทียมทุกชนชาติในโลก เป็นที่เคารพชื่นชมของพลเมืองชาติอื่นๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในโลก ผมจึงมาที่นี่ เพื่อร่วมปฏิรูปประเทศไทยกับท่านทั้งหลาย ก่อนการเลือกตั้ง! ระบอบทักษิณ ประเทศไทยผ่านการปฏิรูปการเมืองมาแล้วหลายช่วงหลายตอน ส่วนใหญ่ก็ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ร่างแล้วร่างอีก ยึดอำนาจแล้วยึดอำนาจอีก จนเรามีรัฐธรรมนูญใช้แล้วถึง 18 ฉบับ (ฉบับที่ 20 ในปี 2560) แสดงความหวั่นไหว ระส่ำระสายในเรื่องประชาธิปไตยอย่างหาทางออกไม่เจอ จนวันนี้เราก็กำลังพยายามอย่างเหน็ดเหนื่อยยาวนานเพื่อล้มระบอบการบริหารประเทศที่ทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบกว้างใหญ่ครอบคลุมทั้งระบบราชการ สถาบันการเมือง และกลุ่มพวกผู้มีอำนาจธุรกิจการเมือง ที่เราเรียกว่าระบอบทักษิณ! ผมรู้จัก พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร มาแต่แรกเริ่มครั้งที่ผมเป็นนักข่าวโทรทัศน์ในวัยหนุ่ม และคุณทักษิณเป็นนักธุรกิจกำลังไต่เต้าขึ้นสู่ความมั่งคั่งทางธุรกิจ และขยายอำนาจเข้าสู่การเมือง ตอนที่คุณทักษิณร่ำรวยมากขึ้นจนสังคมเห็นผิดสังเกตุ ผมยกมือลุกขึ้นถามในที่ประชุมฟังคุณทักษิณบรรยายว่า: “คุณทักษิณร่ำรวยมากแล้ว ทำไม่จึงไม่จัดระบบและเงินงบประมาณของบริษัท AIS ชินคอร์ป แบ่งเงินเพื่อการวิจัยและพัฒนา (Reaseach and Development) ไว้บ้าง สัก 2-3% ของยอดเงินรายได้ของบริษัทในเครือ ดังเช่นบริษัทสำคัญในโลกเขาทำกัน เช่น Samsung ของเกาหลีใต้ที่กำลังเริ่มโดดเด่นในตอนนั้น?” คุณทักษิณตอบผมว่า “การเอาเงินไปวิจัยเพื่อให้ได้นวัตกรรม ได้เทคโนโลยีใหม่ของตนเองมันสิ้นเปลืองเงินมาก ไม่คุ้มกัน” คำตอบนี้ทำให้ผมไม่คิดว่าคุณทักษิณจะสร้างอาณาจักรธุรกิจอุตสาหกรรมอะไรให้เป็นอนาคตทางนวัตกรรมของระบบเศรษฐกิจไทย ผมจึงไม่เห็นคุณทักษิณจะมีคุณค่าอะไรมากไปกว่าคนมีเงินมากธรรมดา มาในตอนที่คุณทักษิณพยายามเอาสัมปทาน IBC Cable TV จาก อสมท. แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ แถมเทคโนโลยีของตัวเองก็ไม่มี ต้องไปให้บริษัท Clear View จาก Hawaii มาร่วมทุนด้วย คุณทักษิณเชิญผมไปนั่งคุยด้วยที่สำนักงานใหญ่ของ IBC เป็นอาคารหลังเล็กๆย่านราชวัตร คุณทักษิณถามผมว่าผมจะคิดอย่างไร ถ้าคุณทักษิณจะเข้าไปเป็นผู้อำนวยการ อสมท. เพราะจะได้จัดการเอาสัมปทานให้ IBC ของตัวเองได้ง่ายๆ ตอนนั้นผมเป็นผู้สื่อข่าวและเป็นผู้ประกาศข่าวในฐานะบริษัทเอกชนเล็กๆร่วมงานกับข่าวช่อง 9 อสมท. ผมเดาว่าคุณทักษิณต้องการให้ผมร่วมเป็นพวกด้วย ผมก็ตอบคุณทักษิณไปว่า คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้ จะเอาสัมปทานจาก อสมท. และจะเป็นผู้อำนวยการ อสมท. เสียเอง อย่างนี้ไม่ได้ คุณทักษิณจึงบอกว่าถ้างั้นก็จะจัดการให้ รตอ.เฉลิม อยู่บำรุง ไปเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล อ. ชาติชาย ชุณหวัณ แล้วตั้งคนที่ไว้ใจได้เป็น ผอ. อสมท. แล้วจะได้จัดการให้ได้สัมปทาน IBC Cable TV แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ผมทึ่งในขีดความสามารถในการทุจริตแบบไม่ทำอะไรผิดกฎหมายของคุณทักษิณจริงๆ นั่นคือจุดเริ่มของระบอบทักษิณ ดังที่เรารู้จักอิทธิฤทธิ์กันในปัจจุบัน แม้ตอนนั้นยังไม่มีคำนิยามเรื่อง “ระบอบทักษิณ” ก็ตาม เมื่อคุณเฉลิม อยู่บำรุงเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุมงาน อสมท. คุณเฉลิมบอกผมว่า “เราพวกเดียวกันแล้วนะครับอาจารย์” แล้วคุณเฉลิม ก็ให้สัมภาษณ์ว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเพิ่งพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปนั้น เป็คนร่ำรวยผิดปรกติ มีบ้านถึง 3 หลัง แต่ผมในฐานะที่เป็นนักข่าวด้วยก็ทำข่าวพิสูจน์ว่า พล เอก เปรม ไม่มีบ้านสามหลัง ไม่ได้ร่ำรวยผิดปรกติอะไร บ้านที่เกาะยอ ชาวสงขลาสร้างให้ ท่านก็ไม่เอา ก็จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ บ้านที่ท่าแร้ง บางเขน ก็ไม่มีจริง บ้านที่โคราชก็เป็นบ้านพักประจำตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และบ้านที่ท่านอยู่จริงที่เรียกว่าบ้านสี่เสา ก็เป็นของทางราชการที่ให้ท่านอยู่อาศัยตามตำแหน่งและระเบียบของกองทัพ คุณเฉลิมไม่พอใจข่าวของผม จึงโทรศัพท์มาบอกผมว่า “เราแยกทางกันเดินนะครับอาจารย์” แล้วเราก็แยกทางกันเดิน คุณเฉลิมปลดผมออกจากงานที่ทำร่วมกับ อสมท. โดยมติคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น ที่คุณทักษิณเขียนไว้ในหนังสือชื่อ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” ว่าไม่เคยยุ่งเกี่ยวอะไรกับ อสมท. จึงไม่เป็นความจริง คุณทักษิณนั้น ขณะที่ตาเหม่อลอยจ้องดวงดาวนั้น เท้าก็เหยียบย่ำทุกสิ่งอย่างบนดินฟุ้งกระจาย แหลกลาน ในปี 2543 ผมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุพรรณบุรี คุณทักษิณกำลังสร้างพรรคไทยรักไทย เพื่อไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งคนมาทาบทามผมให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อของพรรค แต่ผมปฏิเสธ ต่อมาคุณทักษิณ โดยบริษัท Shin Corp ก็เข้าไปซื้อหุ้นสถานีโทรทัศน์ iTV 10% พยามคืบคลานซื้อเพิ่มให้มากถึง 40% ทั้งๆที่กฎเดิมห้ามไว้ไม่ให้ใครถือหุ้นเกิน 10% แต่คุณทักษิณก็แก้ไขกฏเกณฑ์จนทำได้ เหลือติดอยู่ที่ว่าค่าสัมปทานที่ต้องจ่ายรัฐแพงมากถึง 25,000 ล้านบาทในช่วง 30 ปี คุณนิวัติ บุญทรง ปัจจุบันชื่อ นิวัติธำรง บุญทรงไพศาล ซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนทุน American Field Service - AFS รุ่น 5 (1966-67) รุ่นเดียวกับผม ตอนนั้นเป็นผู้บริหารชินคอร์ปของคุณทักษิณ ก็ชวนผมเข้าไปทำงานที่ iTV ผมรับงานเป็นรองผู้อำนวยการ iTV สายงานข่าว ได้เงินเดือน 2 แสนบาท ได้รับคำสั่งให้ช่วยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และกันมิให้คุณสมัคร สุนทรเวช ได้เป็นข่าวใน iTV มากเกินไป วันใดที่ iTV ทำข่าวคุณหญิงสุดารัตน์ ได้เวลาเป็นข่าวน้อยกว่าคุณสมัคร ผมจะถูกเรียกตัวไปให้ชี้แจง ให้ตรวจเทปข่าวในวันนั้นๆ แล้วผมก็ถูกขอว่าต้องช่วยให้พรรคไทยรักไทยและคุณทักษิณได้ครองอำนาจทางการเมือง ให้คุณทักษิณได้เป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ แล้วให้ความมั่นใจกับผมว่าไม่ต้องห่วง iTV จะขาดทุน เพราะจะเอาเงินงบโฆษณาครึ่งหนึ่งของ Shin Corp มาให้ iTV ยังไงๆก็ไม่มีทางขาดทุน แถมงบโฆษณาอีกครึ่งหนึ่งนั้นก็จะแจกจ่ายกระจายไปดูแลให้สื่อมวลชนอื่นๆทั้งหมดในประเทศไทย ให้เป็นมิตรกับคุณทักษิณไปตลอดกาล ในฐานะที่ผมตอนนั้นเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากสุพรรณบุรี กรรมการบริหาร iTV จาก Chin Corp มาขอให้ผมช่วยจัดการในวุฒิสภาให้มีพวกมากพอที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงค่าสัมปทาน iTV จาก 25,000 ล้านบาท ให้เหลือต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท แล้วเมื่อ iTV ได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ผมก็จะได้สิทธิ์ซื้อหุ้นในราคาต่ำตอนเข้าตลาด ผมเตรียมตัวรวยได้เลย ถ้าอยากรวย! ข้อเสนอเหล่านี้เป็นข้อเสนอบอกปากเปล่าไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็เป็นข้อเสนอที่ผมต้องตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตให้ถูกต้อง ผมลาออกจาก iTV ไม่ขอร่วมงานกับคุณทักษิณและ Shin Corp ทันทีที่ทราบเงื่อนไขข้อเสนอ หลังทำความรู้จักกันในเชิงธุรกิจการเมืองเพียง 2 เดือน |
Vertical Divider
การแทรกแซงวุฒิสภา เที่ยงวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน 2556 นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พตท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร ผู้สั่งการงานนายกรัฐมนตรีอยู่เบื้องหลัง แถลงว่าจากนี้ไป ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมจะตกอยู่ในความรับผิดชอบของวุฒิสภา และบอกว่าวุฒิสภาเป็นอิสระ รัฐบาลหรือพรรคเพื่อไทยจะไปแทรกแซงไม่ได้ ประสบการณ์ของผมแตกต่างไปจากที่คุณยิ่งลักษณ์พูด และที่คุณยิ่งลักษณ์พูดก็ตรงข้ามกับที่คุณทักษิณทำ ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้ เป็นความจริงสำหรับประกอบการใช้วิจารณญาณของพลเมืองดีผู้ห่วงใยประเทศชาติ ได้พิจารณาระวังภัยทุจริตซ้ำเป็นรอบสอง โดยคุณทักษิณฯ และพรรคพวก ที่เคยทำมาแล้วเมื่อสิบปีที่แล้วอย่างแยบยล และเรื่องนี้กระบวนการยุติธรรมก็ได้พิพากษาความผิดและยึดทรัพย์จากคุณทักษิณคืนมาให้รัฐแล้ว แต่มาวันนี้คุณทักษิณกำลังจะเอาคืน ด้วยวิธีการแบบเดิม คือแก้กฎหมายให้ตัวเองได้ประโยชน์ โดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย เป็นการทุจริต ที่อาจจะผิดกฎหมายเก่า แต่ไม่ผิดกฎหมายใหม่ ปี 2544 พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนท่วมท้นในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนแรกเริ่ม คุณทักษิณยังมีอิทธิพลไม่มากพอในวุฒิสภา พลตรีมนูญกฤติ รูปขจร เป็นประธานวุฒิสภา ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสุพรรณบุรี ผม กับคุณโสภณ สุภาพงษ์, สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ, ชนะในการแปรญัติร่าง พรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยแก้ไขร่างๆจากพรรคไทยรักไทย เป็นว่าให้ต่างชาติถือหุ้นได้เพียง 25% แทนที่จะเป็น 49% ดั่งที่คุณทักษิณและพรรคไทยรักไทยต้องการ ร่างเดิมที่กำหนดตัวเลข 49% ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก่อนจะมาถึงวุฒิสภา มาเสียท่าการแปรญัตติของผมและคุณโสภณฯอย่างไม่คาดฝัน แต่ชัยชนะของผมและคุณโสภณ และวุฒิสภาเสียงข้างมาก ก็เป็นขัยชนะช่วงสั้นๆ ความพ่ายแพ้ของคุณทักษิณก็เพียงชั่วครู่ชั่วยาม สามปีเศษเท่านั้นเช่นกัน เป็นช่วงเวลาที่คุณทักษิณจะได้พัฒนาทักษะการบริหารสมาชิกในวุฒิสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นอิสระ และใครต่อใครก็คิดว่าพรรคการเมืองไม่มีอำนาจแทรกแทรงได้ ปี 2547 คุณสุชน ชาลีเครือ สว.ชัยภูมิ ได้เป็นประธานวุฒิสภา ต่อจาก พลตรี มนูญ- กฤติ รูปขจร คุณศรีเมือง เจริญศิริ สว.มหาสารคาม ปรากฏตัวและทำกิจกรรมเป็นแกนนำกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาผู้สนับสนุนคุณทักษิณฯและพรรคไทยรักไทย ปลายปี 2547 คุณทักษิณส่งร่างพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมฉบับที่สองแก้ไขเพิ่มเติมผ่านสภาผู้แทนราษฎร ขึ้นมาถึงวุฒิสภา มีสาระสำคัญให้ปรับสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติในกิจการโทรคมนาคมเพิ่มจากเดิม 25% เป็น 49% ผมกับคุณโสภณฯเตรียมรับมือมานานสามปี รู้ดีว่าคุณทักษิณจะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทชินคอร์ป โดยแก้กฎหมายให้ขายหุ้นให้ชาวต่างชาติมากขึ้นจนติดเพดาน 49% ตามที่เคยอยากได้แต่แพ้เสียงวุฒิสภาเมื่อสามปีเศษก่อนหน้า ผมกับคุณโสภณฯ จึงเสนอขอแปรญัตติให้กฎหมายกลับสู่ร่างเดิม คือให้สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติอยู่ที่ 25% แต่ประธานกรรมาธิการฯพิจารณาร่างฯไม่รับเอกสารขอแปรญัติจากผมและคุณโสภณฯ อ้างว่าขัดหลักการของกฎหมายที่ต้องการให้เพิ่มสัดส่วนหุ้นต่างชาติเป็น 49% จะมาขอแก้เป็นสัดส่วนอื่นไม่ได้ ผมเลยไม่ได้รับโอกาสขึ้นสู่ห้องกรรมาธิการเพื่อชี้แจงเหตุผลในการของแปรญัตติ ผมหมดโอกาสพูดแม้แต่คำเดียว การห้ามไม่ให้ผมแปรญัตติโดยอ้างว่าคำขอแปรญัตติขัดกับหลักการที่ร่างไว้ในอารัมภบทว่าด้วยหลักการของร่างขอแก้ไขกฎหมาย เป็นสิ่งที่พวกคุณทักษิณห้ามไม่ให้ผมทำเมื่อสิบปีที่แล้ว แต่พรรคเพื่อไทยทำได้ใน กรณีร่างพระราชบัญญ้ตินิรโทษกรรมที่อื้อฉาวในรัฐสภาปีที่แล้ว ผ่านมากว่าสามปี คุณทักษิณได้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากพอที่จะชนะทุกครั้งที่คุณทักษิณสั่งการ ความมั่นใจของคุณทักษิณ และพรรคไทยรักไทยกลับคืนมาสูงยิ่ง ในสภาผู้แทนราษฎรก็มีคะแนนท่วมท้น ในวุฒิสภาก็คุมและสั่งการได้ดั่งใจปราถนา ปี 2547-2548 ผมประมาณตัวเลขจากการเก็บข้อมูลอย่างถี่ถ้วนเป็นแรมปีว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ที่มีทั้งหมด 200 คน มีตกอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมและดูแลความสุขสมบูรณ์เป็นรายเดือนและตามประเภทงานที่สั่งให้ลงคะแนนพิเศษ มีจำนวนประมาณ 80-90 คน และมี สว.สายข้าราชการอาวุโสเก่าอีกจำนวนหนึ่งที่จะลงคะแนนช่วยคุณทักษิณแบบอิสระอีกราว 40-50 คน ที่เหลือเป็น สว.อิสระแท้ๆราว 50-60 คน สว.ที่จัดอยู่ใน “ค่ายทักษิณ” ปรกติจะได้รับเงินเดือนประมาณ 50,000-100,000 บาท และบางครั้งก็มีค่าตอบแทนเฉพาะกิจตามงานที่กำหนดให้ทำ ข้อมูลเหล่านี้ผมได้จากการพูดคุยกับ สว.ที่เกี่ยวข้องบางคน คุณทักษิณใช้เงินไม่มากนักในการใส่ใจดูแลคะแนนสนับสนุนในวุฒิสภา ช่วงเวลาสามปีเศษที่รอแก้พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมฉบับใหม่ เพียงดูแล สว.ไม่ถึงร้อยคนด้วยเงินเล็กน้อย พอผ่านกฎหมายไปได้ก็สามารถทำเงินได้มหาศาลโดยอาศัยประโยชน์จากการแก้กฎหมายนั้น พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2549 วันจันทร์ที่ 23 มกราคม เพียงสองวันข้ามวันเสาร์-อาทิตย์มาเท่านั้น ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ ก็ขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมด 49% ให้กับบริษัทเทมาเส็กโฮลดิ้ง ของสิงโปร์ เป็นเงิน 73,271,200,910 บาท (เจ็ดหมื่นสามพันสองร้อยเจ็ดสิบเอ็ดล้านสองแสนเก้าร้อยสิบบาท) หากใจร้อนรีบขายไปเท่าที่จะขายได้ตามกฎหมาย คือ 25% เมื่อสามปีก่อนหน้า ก็จะได้เงินเพียงประมาณ 36,934,769,000 บาท (สามหมื่นหกพันเก้าร้อยสามสิบสี่ล้านเจ็ดแสนหกหมื่นเก้าพันบาท) รอเพียงสามปีเศษ ลงทุนดูแลทุกข์สุขของผู้จงรักภักดีในวุฒิสภาไม่กี่คน ไม่กี่เดือน ไม่กี่บาท ก็แก้กฎหมายให้จนสามารถขายกิจการได้เงินเพิ่มมาอีกถึง 36,336,431,000 บาท (สามหมื่นหกพันสามร้อยสามสิบหกล้านสี่แสนสามหมื่นหนึ่งพันบาท) ตามตัวเลขจากการคำนวนโดยประมาณ คุณทักษิณเป็นคนเปิดเผย ทำอะไรได้มาแล้วก็อยากทำใหม่แบบเก่า คิดว่าง่าย เพราะเคยทำมาแล้ว ทำได้ไม่ยากด้วย! คุณทักษิณมั่นใจว่านักการเมืองนั้นซื้อได้ ไม่ได้มีเกียรติหรือศักดิ์ศรีอะไรกันนักหนา! ที่คุณยิ่งลักษณ์ผู้น้องสาวบอกว่าวุฒิสภานั้นรัฐบาลแทรกแซงไม่ได้นั้น เป็นการพูดที่ถูกต้องตามหลักการในรัฐธรรมนูญ แต่ในภาคปฏิบัติของพรรคเพื่อไทย ครั้งที่ชื่อพรรคไทยรักไทยนั้น ประวัติพฤติกรรม ทางการเมืองของคุณทักษิณ ผู้เป็นพี่ชาย บอกชัดเจนว่าแทรกแซงได้ด้วยเงิน ทำมาแล้ว....จะสานต่อ ทำตามแบบที่ทำมาต่อไป ตามที่หาเสียงเลือกตั้งบนป้ายข้างถนนทั่วประเทศในตอนนี้ นี่คือบางเรื่องที่เกี่ยวกับระบอบทักษิณ ที่มวลมหาประชาชนกำลังพยายามจะล้มให้สูญสิ้นไปจากสังคมไทย นี่คือโลกอันไม่สวยงามของประเทศไทย การต่อสู้แบบอหิงสา สัตยาเคราะห์ และ อารยะดื้อแพ่งขัดขืน วันนี้ เรากำลังต่อสู้เพื่อล้มระบอบทักษิณ และเพื่อปฏิรูปประเทศไทยของเราใหม่ให้สวยสดงดงามอย่างแท้จริง การต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทย หรือในที่ไหนๆในโลกเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบสิ้น เพราะนักการเมืองที่ทุจริตฉ้อฉลมักจะได้โอกาสเข้ามาฉ้อฉลระดับชาติได้เสมอ กำนันสุเทพพยายามบอกท่านทั้งหลายซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่เว้นแต่ละคืน ว่าให้เราสู้ด้วยสันติวิธี สงบ ปราศจากอาวุธ ตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ และตามแบบที่ท่านมหาตมะ คานธี แห่งอินเดีย เรียกว่า “อหิงสา” ซึ่งท่านทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อขับไล่จ้าวอาณานิคมอังกฤษ จนอินเดียได้รับเอกราขเมื่อ 67 ปีที่แล้ว การใช้หลักอหิงสามาต่อสู้ล้มระบอบทักษิณนั้น ผมหวั่นใจมากว่าเราจะทำไม้ได้สมบูรณ์ตามหลักการที่แท้จริง ผมหวั่นใจว่าในที่สุดจะเกิดความรุนแรง หากเราไม่ได้ศึกษาทำความเข้าใจเรื่องอหิงสาอย่างแท้จริง แต่ผมก็พอใจในระดับหนึ่งที่ว่าความรุนแรงทางกายนั้นมิได้เกิดจากฝ่ายมวลมหาประชาชน โดยภาพรวม แม้จะมีการขว้างปาด้วยอารมณ์โกรธแค้นบ้างในบางช่วง ต้องขอชื่นชมกำนับสุเทพ กปปส. และมวลมหาประชาชนทุกท่านที่มีสันติวินัยในตนเองในระดับที่น่าเคารพ สำหรับการต่อสู้ทางการเมืองในประเทศไทย อหิงสา ส่วนที่เรายังทำกันไม่ได้ คือ อหิงสาทางวาจา และทางใจ อหิงสานั้นมี 3 แบบ ที่ต้องทำให้ได้ไปพร้อมๆกัน คือ สันติทางกาย ไม่ใช้กำลัง ไม่ใช้อาวุธ ไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ เรื่องที่เราทำได้อย่างน่าเคารพดังที่ผมว่าไปแล้ว สันติทางวาจา เรายังทำได้บ้างไม่ได้บ้าง บางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ คำพูดที่หยาบคายรุนแรงต่อฝ่านตรงข้ามยังปรากฏอยู่เสมอ จนผมไม่มีความสุขใจ และเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการได้รับชัยชนะ สันติทางใจ เรื่องนี้ อยู่ในใจ หมายถึงการแผ่เมตตาต่อฝ่ายตรงข้าม ให้ชิงชังเฉพาะสิ่งเลวร้ายที่เขาทำ แต่ไม่ชิงชังตัวเขา หรือตัวบุคคลผู้กระทำ เรื่องนี้ต้องใช้เวลา ท่านมหาตมะ คานธีบอกว่า อหิงสา เป็นเรื่องที่ต้องทำไปตลอดชีวิต ผมใช้ชีวิตวัยหนุ่ม เรียนหนังสือในประเทศอินเดีย นาน 5 ปี รู้จักปรัชญาและกิจกรรมอหิงสาของมหาตมะ คานธี มากพอหรืออาจมากเกินไปจนเกิดความห่วงใยการอ้างอหิงสาในประเทศไทยเกินพอดีก็เป็นได้ แต่ผมก็อยากจะยืนยันว่า สันติวิธี หรือ อหิงสาที่สมบูรณ์ จะนำไปสู่ชัยชนะที่สมบูรณ์ แน่นอน มหาตมะ คานธี วิธีไม่ใช้ความรุนแรง ที่เรียกว่า “อหิงสา” ถือเป็นดุจอาวุธในต่อสู้การขัดขืน ดื้อแพ่ง ต่อความชั่วร้ายและความไม่ยุติธรรมจากอำนาจรัฐ นักต่อสู้ต้องมีวินัยในตนเอง ต้องมีวินัยในการกำกับควบคุมตนเอง ดำเนินชีวิตเรียบง่าย ยอมรับโทษทุกข์ทรมาณโดยไม่หวาดหวั่นหรือเกลียดชังใคร มุ่งก่อประโยชน์ให้กับผู้อื่น ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตอบแทนส่วนตน ยึดมั่นในความสัตย์จริง, ความไม่รุนแรง, ความไม่กลัว, การไม่ยึดติดกับความเป็นเจ้าของในสรรพสิ่ง, ไม่เป็นขโมย, การทำงานเพื่อยังชีพ, ยึดในความเสมอภาคกันของทุกศาสนา. เรียกร้องให้ฝ่ายตรงข้ามใช้เหตุผลและจิตสำนึก โดยที่ผู้เรียกร้องเป็นฝ่ายยอมสละตนให้เป็นผู้รับทุกข์ทรมานเสียเอง แรงจูงใจให้ทำเช่นนี้ก็เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามได้เปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนแปลงตนเอง ทำให้เขากลับมาเป็นพันธมิตร และเป็นเพื่อนโดยสมัครใจอย่างเต็มใจ แนวทางนี้ตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าการเรียกร้องด้วยศีลธรรมไปยังหัวใจและจิตสำนึกนั้น ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน จะมีประสิทธิภาพเกิดประสิทธิผล มากกว่าการเรียกร้องที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการข่มขู่เพื่อให้เกิดภัยอันตราย การบาดเจ็บต่อร่างกาย หรือภัยจากการใช้ความรุนแรง ความรุนแรงไม่มีวันที่จะเอาชนะความบาปหยาบช้าเลวร้ายใดๆได้เลย; มันเพียงได้แต่กดทับเอาไว้ได้ระยะหนึ่ง แล้วบาปหยาบช้าเหล่านั้นมันก็จะผุดกลับขึ้นมาอีก คราวนี้มันจะเพิ่มพลังบาปหยาบช้าขึ้นอีกเท่าตัว ในทางตรงกันข้าม การไม่ใช้ความรุนแรง จะเป็นการหยุดบาปหยาบช้านั้นได้จบสิ้น เพราะผู้ทำบาปหยาบช้านั้นได้ถูกเปลี่ยนไปแล้วโดยพลานุภาพของความไม่รุนแรง เราจึงจำต้องมีคุณสมบัติของคนมีวินัยก่อน ต้องมีคุณสมบัติไม่เห็นแก่ตัว และเสียสละตนโดยไม่หวั่นไหวต่อภาระหน้าที่ การต่อสู้ในทางการเมือง มีรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า การดื้อแพ่งไม่เชื่อฟังแบบผู้เจริญหรือผู้มีอารยะธรรม หรือที่เรียกันทั่วไปในประเทศไทยว่า “อารยะขัดขืน” ก็ต้องใช้อหิงสาเป็นอาวุธเช่นกัน เป็นวิธีไม่ใช้ความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาล เมื่อวิธีการต่อสู้ด้วยการเจรจาและวิธีทางตามกฎหมาย และ รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ที่เรียกว่า ‘civil’ หรือ “อารยะ” นั้นก็เพราะเป็นการแสดงการขัดขืนและฝ่าฝืนแบบไม่รุนแรงโดยประชาชนพลเมืองผู้ซึ่งในยามปรกติเป็นผู้เคารพกฎหมายเสมอมา; กฎหมายที่มวลมหาประชาชนขัดฝืนนั้น เป็นกฎหมายเฉพาะที่เป็นอันตรายเสียหายต่อประชาชนเท่านั้น มันเป็น “อารยะ” ด้วยเพราะเหล่ามวลมหาประชาชนที่ประท้วงโดยการขัดฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนั้นจักต้องปฏิบัติตนอย่างผู้มีอารยธรรม มีความปราถนาดีและปฏิบัติแบบนุ่มนวลต่อผู้ที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย นักอารยะขัดขืนควรจะต้องไม่กระทำการใดๆให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความอับอายด้วยซ้ำไป เราใช้การต่อสู้แบบมีอาระต่อต้านรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่น กระทำการอันมิชอบ เมื่อรัฐบาลทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา สิ้นสุข เสียขวัญ มหาตมะ คานธี ต่อสู้รวม 3 ช่วงประวัติศาสตร์อินเดีย ใช้เวลาเฉพาะที่นับตอนจัดการมวลมหาประชาชนอินเดียจริงๆ 13 ปี การไม่ให้ความร่วมมืออาจแสดงออกโดย:
แล้วให้ก่อตั้งและบริหารจัดการสถาบันใหม่ของตนขึ้นมาแทนสถาบันหรือองค์กรที่ประท้วงไม่ร่วมมือด้วยดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องมีความระมัดระวังมากในบางรูปแบบของกระบวนการไม่ให้การต่อสู้กับรัฐบาลนี้ ทำให้รัฐบาลที่โหดร้ายได้อ้างเป็นเหตุกระทำการรุนแรงต่อประชาชน ต้องไม่ให้ประชาชนต้องเดือนร้อนทุกข์ยากมากเกินกว่าที่จำเป็นจากการกระทำของรัฐบาลผู้กดขี่ ดูจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของอินเดีย และประวัติศาสตร์การต่อสู้ของมนุษยชาติในโลก ต่อต้านอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม การต่อสู้ไม่ง่าย ไม่สั้น ไม่จบเร็ว สำหรับมวลมหาประชาชนที่ต่อสู้มาเข้าเดือนที่สาม เดือนนี้ อาจจะจบเร็วจบช้า ก็ได้ทั้งสิ้น แต่ต้องจบเป็นชัยชนะของประชาชนแน่นอน เพราะเหตุผลในการต่อสู้เพื่อสร้างชาติสร้างแผ่นดินของมวลมหาประชาชนครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ที่ชอบธรรม มีเหตุผลสมบูรณ์ เพื่อสร้างสังคมประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นนประมุข ขอบคุณ และ สวัสดีครับ สมเกียรติ อ่อนวิมล 21:00 น. 23 มกราคม 2557 _________________ เรื่องอื่น เวทีอื่น: การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ประชาธิปไตยคืออะไร ประเทศไทย กับ ความเป็นประชาธิปไตยใน ASEAN และ ในโลก ความตกต่ำของประเทศไทยในโลก โปรดตามอ่าน.... |