|
Preface
บทนำ ประวัติศาสตร์อิหร่านเต็มไปด้วยความรุนแรงและเรื่องราวอันสะเทือนอาราณ์ (Drama) ---มีการรุกราน การยึดครอง การสู้รบ และการปฏิวัติ เพราะเหตุว่าอิหร่านนั้นมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมากกว่าประเทศส่วนใหญ่ใดๆในโลก ขนาดพื้นที่ก็ใหญ่กว่าประเทศส่วนมากในโลก ทว่าประวัติศาสตร์อิหร่านนั้นมันมีอะไรมากยิ่งกว่านั้น มีเรื่องศาสนา อิทธิพล กระบวนการเคลื่อนไหวแห่งภูมิปัญญา และความคิดที่เปลี่ยนสรรพสิ่งในดินแดนอิหร่าน เปลี่ยนสรรพสิ่งนอกอิหร่านและเปลี่ยนสรรพสิ่งรอบโลก มาวันนี้อิหร่านเรียกความสนใจของเราอีกครั้ง และสถานการณ์ใหม่ๆ ก่อให้เกิดคำถามใหม่ๆ: อิหร่านเป็นชาติทรงอำนาจในฐานะผู้รุกรานหรือไม่? หรือว่าอิหร่านเป็นผู้ถูกรุกรานและถูกกระทำ? โดยพื้นฐานประเพณีนิยมอิหร่านเป็นชาติที่ขยายอำนาจหรืออย่างไร? หรือว่าเป็นเพียงชาติผู้อยู่อย่างสงบนิ่งรับการรุกรานแล้วเพียงตอบโต้กลับ? ศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ (Shi’ism) ของอิหร่านั้นสอนให้รักสงบอยู่แบบเงียบๆ หรือสอนให้ใช้ความรุนแรง สอนให้ปฏิวัติหรือ? มีประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะเสนอแนะให้คำตอบต่อคำถามต่างๆทั้งหลายเหล่านี้ได้ อิหร่านคืออารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นอารยธรรมที่เปี่ยมด้วยความคิดและจิตสำนึกอันซับซ้อนที่สุดของโลกมาแต่แรกกำเนิด มีแง่มุมต่างๆของอารยธรรมอิหร่านที่แตะต้องมนุษยชาติไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่งสัมผัสไปยังมนุษย์เกือบทุกชีวิตบนดาวเคราะห์โลก แต่ว่าเรื่องราวของอารยธรรมอิหร่านนี้เกิดขึ้นอย่างไร และความสำคัญอันบริบูรณ์อันเป็นอิทธิพลของอารยธรรมอิหร่านนี้นั้นมักจะไม่เป็นที่รู้กันหรือไม่ก็ลืมกันไปแล้ว. อิหร่านนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวที่สับสน ซับซ้อน ขัดแย้งกันในความเข้าใจและรับรู้ และเรื่องที่ต้องอธิบายเป็นข้อยกเว้น สวนทางกับความเข้าใจตามปรกติ คนที่มิใช่ชาวอิหร่านก็มักจะนึกถึงอิหร่านว่าเป็นประเทศแห่งทะเลทรายร้อนระอุ แต่อิหร่านก็ล้อมรอบด้วยแนวเทือกเขาสูงใหญ่ยาวไกลอันหนาวเหน็บ อิหร่านมีหลายจังหวัดทีีการเกษตรอุดมสมบูรณ์ อีกหลายจังหวัดเขียวขจีด้วยป่าไม้กึ่งเขตร้อนแน่นขนัด สะท้อนถึงความหลากหลายไกลกว้างทางภูมิอากาศและภูมิประเทศ พืชและสัตว์มากมายหลากสีสันและชนิดพันธุ์ ที่ตั้งอยู่ระหว่างอิรัก และ อัฟกานิสถาน รัสเซีย และอ่าวเปอร์เซีย ชาวอิหร่านพูดภาษากลุ่มอินโด-ยูโรเปียน (Indo-Europen language) อยู่ท่ามกลางชาวตะวันออกกลางผู้พูดภาษาอาหรับ อิหร่านมักจะถูกเข้าใจกันว่าเป็นชาติที่พลเมืองเผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นอัตลักษณ์ มีวัฒนธรรมของชาติที่เข้มแข็ง แต่ว่าก็ยังมีชนกลุ่มน้อยต่างชาติพันธุ์หลากหลาย เช่นพวก อาเซอริส (Azeris), เคิร์ดส์ (Kurds), กิลลาคิส (Gilakis), บาลูชิส (Baluchis), และ เติร์กเมน (Turkmen) รวมกันเกือบครึ่งของประชากรทั้งประเทศ หลังการปฏิวัติปี 1979 เป็นต้นมาสตรีอิหร่านได้กลายเป็นที่กล่าวหากันว่าอยู่ได้กฎเกณฑ์การแต่งกายที่เข้มงวดที่สุดประเทศหนึ่งในโลกอิสลาม กระนั้นก็ตาม อาจเป็นเพราะบางส่วนเป็นแรงผลักดันจากข้อจำจัดเข้มงวดแบบนี้เองที่ส่งผลดีทำให้ครอบครัวอิหร่านส่งลูกสาวไปเรียนหนังสือและทำงานเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ ปัจจุบันกว่า 60% ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยอิหร่านเป็นผู้หญิง และผู้หญิงจำนวนมาก รวมทั้งหญิงที่แต่งงานแล้วทำงานเป็นนักวิชาชีพกันมากมาย. อิหร่านอนุรักษ์งานสถาปัตยกรรมอิสลามอันวิจิตรตระการตาน่าพิศวงที่สุดของโลกเอาไว้ได้จนวันนี้ รวมไปจนถึงศิลปะประดิษฐ์งานโลหะ งานทอพรม การทำธุรกิจการค้าตลาดนัดแบบที่เรียกว่าบาร์ซาร์ (Bazaar - หรือตลาดประสานตามจารึกสมัยสุโขทัย-สมเกียรติ อ่อนวิมล) ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมชุมชนเมืองที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนสุนทรีย์ แม้กระนั้นก็ยังเห็นชีวิตในเมืองหลวงเตหะราน (Tehran) ค่อยๆถูกครอบคลุมแปดเปื้อนด้วยอาคารคอนกรีตสมัยใหม่รกหูรกตา การจราจรแน่นถนน แถมมลภาวะในอากาศ ความยิ่งใหญ่โอฬารของมรดกทางวรรณกรรมของอิหร่าน และเหนืออื่นใดคือบทกวีของชาวอิหร่าน ยิ่งใหญ่ในระดับที่เรียกได้ว่าจะหาที่ไหนในโลกนี้อีกไม่ได้แล้ว จะยกเว้นก็แต่ที่รัสเซียเท่านั้น ชาวอิหร่านจำนวนมากสามารถท่องจำบทกวีที่โปรดปรานต่างๆได้แบบยาวๆ ในสุนทรพจน์หรือบทสนทนาต่างๆในชีวิตประจำวันของผู้คนก็จะนิยมอ้างคำพูด ประโยค วลี และบทกวีประทับใจจากกวีเอกที่ตนชื่นชอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ บทกวีนั้นเองคือรากฐานแห่งความสุขที่ฝังลึกในชีวิตชาวอิหร่าน -- บทกวีเกี่ยวกับเหล้าไวน์ ความงาม ดอกไม้ ความรักของคู่รัก แต่กระนั้นก็ตาม อิหร่านก็ยังมีประเพณีอันเข้มข้นและเป็นที่นิยมชมชื่นยึดถือปฏิบัติตามแบบแผนอิสลามนิกายชีอะห์ (Shi’ism/ลัทธิชีอะห์) ซึ่งพอถึงเดือนแห่งการไว้ทุกข์ที่เรีัยกว่า “โมฮาราม” (Moharram) ซึ่งชาวมุสลิมชีอะห์จะไว้ทุกข์เนื่องในวาระครบรอบปีของการเสียชีวิตของท่านอิหม่ามโฮเซน (Emam Hosein) เป็นการไว้ทุกข์ตลอดเดือน มีการจัดขบวนพิธีทางศาสนา บรรยากาศเศร้าซึม และแทรกด้วยพลังแห่งอารมณ์สะท้อนเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่โศรกเศร้า อยุติธรรม และการทรยศหักหลัง วัฒนธรรมศาสนาของอิหร่านยังรวมไว้ซึ่งเหล่านักบวชอิสลามชีอะห์ที่เคร่งครัดเด็ดขาดเข้มงวดในหลักปฏิบัติต้องห้ามอันปิดกั้นชีวิตเสรีของศาสนิกมากมาย เพราะอิหร่านปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม ปกครองด้วยหลักศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ แต่แม้กระนั้นก็มีชาวอิหร่านเพียง 1.4 % เท่านั้นที่เข้าร่วมพิธีสวดวันศุกร์สุดสัปดาห์. สิ่งแรกที่จำต้องอธิบายก่อนให้เข้าใจชัดเจนในบทแรกเริ่มนี้ก็คือ -- ความขัดแย้งตรงข้ามกันในเองที่ปรากฏชัดเจน เรื่อง “อิหร่าน” กับ “เปอร์เซีย” ทั้งสองชื่อนี้เป็นชื่อประเทศเดียวกัน ชื่อ “เปอร์เซีย” มักจะก่อให้เกิดมโนภาพสุนทรีย์แห่งความรัก (romance) -- ดอกกุหลาบ และนกไนติงเกล ในสวนที่สวยสง่างดงาม ม้าควบคะนอง สตรีเพศที่ชม้ายสายตายั่วยวนชวงให้ไหลหลง กระบี่คบกริบ พรมเปอร์เซียสีสันราวแสงอัญมณี ดนตรีกังวาลหวานท่วงทำนอง แต่ก็อีกนั่นแหละเหล่าสื่อมวลชนตะวันตกก็รายงานตามแบบแผนที่ตนมองเห็นและคุ้นชินว่า เวลาใช้ชื่อว่า “อิหร่าน” กลับเห็นภาพที่ต่างออกไป -- เห็นภาพของ Mullah นักบวชอิสลามผู้คร่ำเคร่ง น้ำมันดิบสีดำข้น ใบหน้าสตรีโผล่แทรกพอเห็นผ่านผ้าคลุมศีรษะ (chador)สีดำอึมครึม ฝูงชนชุมนุมเครียดตะโกนร้อง “มึงตาย...มึงตาย...” |
ทางภาคใต้ของอิหร่านมีจังหวัดฟาร์ซ์ (Fars) เมืองหลวงชื่อ ชิราซ (Shiraz) จังหวัดนี้มีโบราณสถานสำคัญเป็นแหล่งศิลปสถาปัตยกรรมโบราณที่สวยงามยิ่งใหญ่ประทับใจและเก่าแก่ที่สุด เรียกว่า เปอร์เซโปลิส (Persepolis) และ ปาซาร์การ์เด (Pasargadae) [รวมถึงซูซา (Susa) ในจังหวัดคูเซสถาน (Khuzestan)] ในสมัยโบราณเรียกชื่อจังหวัดนี้ว่า “พาร์ซ์” (Pars)
เรียกตามชื่อกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานที่นั่นแต่แรกเริ่มเดิมที -- กลุ่มชนที่ว่านี้เรียกชื่อว่า “เปอร์เซียน” (Persians) ถึงตอนที่พวกเปอร์เซียนสร้างอาณาจักรของตนจนยิ่งใหญ่ครอบคลุมอาณาบริเวณทั้งหมดในภูมิภาค พวกกรีกเรียกอาณาจักรนี้ว่า “อาณาจักรเปอร์เซีย” (Persian Empire) ต่อมาชื่อ “เปอร์เซีย” (Persia) ก็เป็นที่ใช้กันทั่วไปโดยทั้งพวก กรีก (Greeks) โรมัน (Romans) และยุโรปชาติอื่นๆ เรียกรัฐและราชวงศ์ที่ปกครองแว่นแคว้นต่างในภูมิภาคทั้งหมดว่า “เปอร์เซีย” --- หมายถึงดินแดนที่เป็นประเทศอิหร่านในปัจจุบันนี้นั่นเอง ซึ่งในสมัยโบราณนั้นประกอบไปด้วย: ราชวงศ์ศาสนิด เปอร์เซีย (Sassanid Persia) ในช่วงหลายศตวรรษก่อนพวกอาหรับจะเข้ามาแผ่อิทธิพลและอำนาจเหนือเปอร์เซีย, ราชวงศ์ซาฟาวิด เปอร์เซีย (Safavid P{ersia) ในศตวรรษที่ 16 และ 17, ราชวงศ์คาจาร์ เปอร์เซีย (Qajar Persia) ในศตวรรษที่ 19 แต่ว่าตลอดช่วงเวลาเหล่านั้นประชาชนในอาณาจักรเรียกตนเองว่า “อิรานเนียน” (Iranian) เรียกแผ่นดินของตนว่า “อิหร่าน” ซึ่งคำว่าอิหร่านนี้มีมาจากสมัยโบราณก่อนหน้านั้นแล้ว มีความหมายว่าผู้เจริญ (Noble) มีต้นกำเนิดจากคำภาษาสันสกฤติว่า “อารยัน” (Aryan) ใช้กันแพร่หลายในศตวรรษที่ 19 และ 20 ทั้งความหมายเชิงบวกและเชิงลบเวลาใช้กับบริบทชนชั้นวรรณะและอุดมการณ์เรื่องเผ่าพันธุ์. ปี 1935 กษัตริย์เรซาชาห์ (Reza Shah / กษัตริย์ชาห์ / “ชาห์” แปลว่า “กษัตริย์”-ส.อ.) ต้องการแยกตัวห่างจากความล้มเหลวของรัฐบาลราชวงศ์คาจาร์ที่เสื่อมลงแล้วพระองค์ขึ้นสู่อำนาจแทน เรซาชาห์ จึงสั่งให้สถานทูตทั้งหลายทั่วโลกแจ้งให้รัฐบาลต่างประเทศใช้ชื่อเรียกประเทศใหม่เป็นชื่อ “อิหร่าน” ในการสื่อสารทางการทั้งหมด แต่คนจำนวนมากรวมทั้งชาวอิหร่านนอกประเทศยังนิยมที่จะเรียกชื่อประเทศว่า “เปอร์เซีย” มากกว่า เพราะว่าเป็นการสะท้อนอดีตอันเก่าแก่ยาวนาน ให้ความสุขในการเอ่ยชื่อ “เปอร์เซีย” นี้มากว่าชื่อ “อิหร่าน” ในทางปฏิบัติของผมในหนังสือเล่มนี้ผมใช้สองชื่อ ชื่อ “อิหร่าน” จะใช้เรียกหลังปี 1935 ส่วนชื่อ “เปอร์เซีย” จะใช้เรียกในช่วงหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น ซึ่งก็เป็นชื่อที่ชาวต่าางชาติใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่จะนิยมเรียกชื่อ “เปอร์เซีย” กันโดยทั่วไป ชาวอิหร่านเองเรียกภาษาของเขาว่า “ฟาร์ซี่” (Farsi) เพราะมีต้นกำเนิดมาจากภาษาท้องถิ่นในจังหวัดฟาร์ซ์ (Fars Province) ภาษาฟาร์ซี่ไม่เพียงแต่จะใช้กันในหมู่ชาวอิหร่านเท่านั้น แต่ยังใช้กันอย่างกว้างขวางในทาจิกีสถาน (Tajikistan), ในอัฟกานิสถาน (Afghanistan)(เป็นภาษาท้องถิ่นดาริ-Dari dialect), อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อภาษาอูรดู (Urdu) ในปากีสถานและอินเดียภาคเหนือด้วย ในบทแรกๆของหนังสือเล่มนี้ก็เรียกชื่อ “อิหร่าน” สำหรับคนที่ไม่ใช่ชาวเปอร์เซียร์ด้วย รวมทั้งภาษาของพวกเขาในอาณาบริเวณที่กว้างไกลออกไปเช่นพวกชนเผ่าพาเธียน (Parthians), ซอกเดียน (Sogdins), และ เมเดส Medes). มีหนังสือมากมายเกีั่ยวกับอิหร่านร่วมสมัย และสมัยแรกๆของประวัติศาสตร์ หลายเล่นมีเนื้อหาครอบคลุมประวัติศาสตร์อิหร่านทั้งหมดตั้งยุดแรกเริ่มโบราณกาล ---ที่สำคัญคืองานชุดยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ 7 เล่มจบของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คือ ‘Cambridge History of Iran”, และมีโครงการ “Encyclopedia Iranica” (ซึ่งยังทำไม่แล้วเสร็จ แต่ก็ต้องถือว่าเป็นงานประวัติศาสตร์ทียิ่งใหญ่หางานอื่นใดเปรียบได้ในเรื่องความละเอียดหลากหลายลุ่มลึกของความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อิหร่าน ซึ่งมากกว่าประวัติศาสตร์อิหร่านด้วยซ้ำ) หนังสือเล่มนี้มิได้พยายามที่จะแข่งขันกับหนังสือเหล่านั้น เพียงแต่พยายามทำหน้าที่แนะนำประวัติศาสตร์อิหร่านสำหรับผู้อ่านทั่วไปที่ไม่มีพื้นความรู้หรือมีก็ไม่มากเกี่ยวกับอิหร่าน นอกจากนั้นก็พยายามจะอธิบายความขัดแย้งต่างๆตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ -- ซึ่งก็น่าจะเป็นวิธีเดียวที่จะอธิบายประวัติศาสตร์อิหร่านให้เข้าใจถ่องแท้-- และเลยไปจากนั้น --- โดยเฉพาะในบทที่ 3 อันเป็นการค้นหาทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าแห่งกวีนิพนธ์เปอร์เซียยุคอมตะ หรือ “Classic” -- เป็นความพยายามเริ่มค้นหาส่วนลึกของจุดเริ่มแห่งการพัฒนาวัฒนธรรมแห่งภูมิปัญญากับงานวรรณศิลป์ อันนำไปสู่การส่งต่ออิทธิพลในวงกว้าง ไม่เพียงในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียกลาง และอินเดียเท่านั้น หากแต่ต่อไปยังทั่วทุกหนแห่งทั้งโลกเลย. สมเกียรติ อ่อนวิมล - แปล 2 เมษายน 2569 |