THAIVISION
  • Queen Sirikit 2475-2568
    • REFLECTION >
      • MORNING WORLD >
        • THAKSIN and ASEAN
        • THAKSIN 2010
        • BOBBY SANDS
      • IN CONTEXT >
        • CLASS WAR IN THAILAND?
        • ราชอาณาจักรแห่งบ่อนการพนัน
        • หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
        • SINGAPORE VS TRUMP'S TARIFF
        • สงครามการค้า สหรัฐฯ vs. ไทย
        • IN CONTEXT 17/2024 [Earth Day 1970-2024]
        • IN CONTEXT 16/2024
        • IN CONTEXT 15/2024
        • IN CONTEXT 14/2024
        • IN CONTEXT 13/2024
        • IN CONTEXT 12/2024
        • IN CONTEXT 11/2024
        • IN CONTEXT 10/2024
        • IN CONTEXT 9/2024
        • IN CONTEXT 8/2024
        • IN CONTEXT 7/2024
        • IN CONTEXT 6/2024
  • ON PLANET EARTH
    • EARTH
    • THE WORLD >
      • SCAM INC. (The Economist)
      • SOUTH-EAST ASIAN SEA
  • THAILAND
    • THE MONARCHY >
      • 9th KING BHUMIBOL- RAMA IX >
        • KING BHUMIBOL AND MICHAEL TODD
        • THE KING'S WORDS
        • THE KING AND I
      • Queen Sirikit 1932-2025
      • 5th KING CHULALONGKORN >
        • KING CHULALONGKORN THE TRAVELLER
        • KING CHULALONGKORN THE INTERNATIONALIST
      • PHRA THEP (PRINCESS SIRINDHORN)
    • DEMOCRACY IN THAILAND >
      • คำปราศรัยเวที กปปส. ของสมเกียรติ อ่อนวิม
    • NATIONAL PARKS OF THAILAND >
      • KHAO YAI NATIONAL PARK
      • PHA TAEM NATIONAL PARK
      • PHU WIANG NATIONAL PARK
      • NAM NAO NATIONAL PARK
      • PHU HIN RONG KLA NATIONAL PARK
      • PHU KRADUENG NATIONAL PARK
      • PHU RUEA NATIONAL PARK
      • MAE YOM NATIONAL PARK
      • DOI SUTHEP-PUI NATIONAL PARK
      • DOI INTHANON NATIONAL PARK
      • THONG PHA PHUM NATIONAL PARK
      • KAENG KRACHAN NATIONAL PARK
      • MU KO ANG THONG NATIONAL PARK
      • MU KO SURIN NATIONAL PARK
      • MU KO SIMILAN NATIONAL PARK
      • HAT NOPPHARATA THARA - MU KO PHI PHI NATIONAL PARK
      • MU KO LANTA NATIONAL PARK
      • TARUTAO NATIONAL PARK
    • THAKSIN and ASEAN
  • AND BEYOND
  • THE LIBRARY
    • MOU43-44 [Thailand v Cambodia]
    • THE ART OF WAR by SUN TZU
    • SUFFICIENCY ECONOMY BY KING BHUMIBOL OF THAILAND
    • SOFT POWER (Joseph Nye, Jr.)
    • CONVERSATIONS WITH THAKSIN by Tom Plate
    • THE GREAT ILLUSION/Norman Angell
    • MORNING WORLD BOOKS >
      • CASINO ROYALE
      • 1984
      • A BRIEF HISTORY OF TIME
      • A HISTORY OF THAILAND
      • CONSTITUTION OF THE UNITED STATES
    • SCIENCE >
      • ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
      • HUMAN
    • DEMOCRACY IN AMERICA
    • FIRST DEMOCRACY
    • JOHN MUIR
    • MODELS OF DEMOCRACY
    • MULAN
    • THE VOYAGE OF THE BEAGLE
    • ON THE ORIGIN OF SPECIES
    • PHOOLAN DEVI
    • THE REPUBLIC
    • THE TRAVELS OF MARCO POLO
    • UTOPIA
    • A Short History of the World [H.G.Wells]
    • WOMEN OF ARGENTINA
    • THE EARTH : A Very Short Introduction
    • THE ENGLISH GOVERNESS AT THE SIAMESE COURT
    • TIMAEUAS AND CRITIAS : THE ATLANTIS DIALOGUE
    • HARRY POTTER
    • DEMOCRACY / HAROLD PINTER
    • MAGNA CARTA
    • DEMOCRACY : A Very Short Introduction
    • DEMOCRACY / Anthony Arblaster]
    • DEMOCRACY / H.G. Wells
    • ON DEMOCRACY / Robert A. Dahl)
    • STRONG DEMOCRACY
    • THE CRUCIBLE
    • THE ELEMENTS OF STYLE
    • THE ELEMENTS OF JOURNALISM | JOURNALISM: A Very Short Introduction
    • LOVE
    • THE EMPEROR'S NEW CLOTHES
    • THE SOUND OF MUSIC
    • STRONGER TOGETHER
    • ANIMAL FARM
    • POLITICS AND THE ENGLISH LANGUAGE
    • GEORGE ORWELL
    • HENRY DAVID THOREAU >
      • WALDEN
    • MAHATMA GANDHI
    • THE INTERNATIONAL ATLAS OF LUNAR EXPLORATION
    • พระมหาชนก
    • ติโต
    • นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ | A Man Called Intrepid
    • แม่เล่าให้ฟัง
    • SUFFICIENCY ECONOMY
    • พระเจ้าอยู่หัว กับ เศรษฐกิจพอเพียง
    • KING BHUMIBOL AND MICHAEL TODD
    • ... คือคึกฤทธิ์
    • KING BHUMIBOL ADULYADEJ: A Life's Work
    • THE KING OF THAILAND IN WORLD FOCUS
    • พระราชดำรัสเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ >
      • THE KING'S WORDS
    • TESLA INTERVIEW 1926
  • IN MY OPINION
  • S.ONWIMON
    • MY STORY
    • THE DISSERTATION
    • THE WORKS >
      • BROADCAST NEWS & DOCUMENTARIES
      • SPIRIT OF AMERICA
      • THE ASEAN STORY
      • NATIONAL PARKS OF THAILAND
      • HEARTLIGHT: HOPE FOR AUTISTIC CHILDREN IN THAILAND
    • SOMKIAT ONWIMON AND THE 2000 SENATE ELECTION
    • KIAT&TAN >
      • TAN ONWIMON >
        • THE INTERVIEW
    • THAIVISION

thaivision

reflection  on  events  on  planet  earth  and  b e y o n d
"ในบริบท ของ สมเกียรติ อ่อนวิมล" "IN CONTEXT of Somkiat Onwimon" รายการใหม่ทาง YouTube ทุกเช้าวันศุกร์ โดย MCOT Thinking Radio / อสมท. ....และ... "โลกยามเช้า โดย สมเกียรติ อ่อนวิมล" อสมท. 96.5 FM ○ 05:00-06:00 น. ○ จันทร์-ศุกร์
อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ● Pha Them National P​ark 

Vertical Divider

Picture

WE ARE NOT ALONE!


Picture

YES, WE ARE NOT ALONE!
          ประเทศไทยของพวกเราที่ว่ามีปัญหาเยอะนั้น โดยเฉพาะปัญหาการเมือง ผมรู้ปัญหา และรู้วิธีแก้หมดแล้ว เพียงแต่ไม่มีใครถามผม และผมไม่มีโอกาสเข้าถึงอำนาจรัฐเท่านั้นเอง ผมจึงถอยห่างออกไปอยู่ปากช่อง หันไปมองกรุงเทพฯทีไรก็เลยหากรุงเทพฯไม่เจอ กรุงเทพเป็นเพียง location บน Google map ที่ไม่มีภาพปัญหาที่สารวนแก้กันอยู่ กรุงเทพฯและประเทศไทยจึงไม่มีความสำคัญอะไรสำหรับผมนัก อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย โลกมนุษย์ทั้งโลก เมื่อเราถอยห่างออกไปนอกโลก ออกไปไกลๆ สู่อวกาศ ผ่านดาวเคราะห์ต่างๆทั้ง 8 ดวง จนถึงสุดขอบระบบสุริยะ เลยดาวแคระห์ Pluto ออกไป เราจะมองไม่เห็นโลกอันเป็นดาวเคราะห์ดวงที่สามในวงโคจรเลย
          ผมอาจยังคงคิดว่าโลกสำคัญ ประเทศไทยสำคัญ หรือแม้กระทั่งตัวเองนั้นเป็นมนุษย์ผู้มีความสำคัญ ถ้าผมไม่ได้เห็นโลกอย่างที่ Carl Sagan ถ่ายภาพมาให้ดู และอธิบายให้ทราบความจริง เพียงได้มองภาพโลกจากระยะห่างเลยดาวเสาร์ (Saturn) ออกไปเท่านั้น ก็เห็นโลกเป็นเพียงจุดเล็กๆสีฟ้าจืดๆ ที่ Carl Sagan เรียกว่า “Pale Blue Dot” เท่านั้น
          โครงการสำรวจดาวเคราะห์ในวงโคจรรอบนอก จากโลก ไปสุดขอบระบบสุริยะ เริ่มในปี 1977 ส่งยานอวกาศ Voyager 2 และ Voyager 1 ออกนอกโลกไปทำการสำรวจรอบนอกของระบบสุริยะ เริ่มที่ ดาว Jupiter, (ดาวพฤหัส), Saturn (ดาวเสาร์),  Uranus (มฤตยู) และ Neptune (เกตุ)  และดวงจันทร์รอบดาวเคราะห์เหล่านี้ทั้งหมดรวม 48 ดวง Carl Sagan เป็นนักวิทยาศาสตร์ร่วมโครงการ Voyager 1-2 ขององค์การ NASA นี้ด้วย เขาเล่าไว้ในหนังสือเรื่อง Pale Blue Dot (1994) ตอนหนึ่งว่า: 
          “ขณะที่ยาน Voyager 1 กำลังวิ่งห่างออกจากดวงอาทิตย์ไปด้วยความเร็ว 40,000 ไมล์ต่อชั่วโมงนั้น ถึงตอนต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1990 หลังจากเดินทางออกจากโลกมนุษย์มาได้ 13 ปี ก็ได้รับคำสั่งด่วนจากโลก ซึ่งก็คือคำสั่งจากตัวเขา Carl Sagan นั้นเอง ให้หันกล้องกลับทิศทางมายังดาวเคราะห์ทั้งหลายที่ผ่านมาแล้ว ให้ลองหันหน้ากล้องไปยังโลก แล้วถ่ายภาพโลกมาให้ดูกันหน่อย ว่าโลกที่มนุษย์อยู่อาศัยกันนั้นมีภาพรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จากมุมมอง 32 องศา เหนือระนาบโคจรของดาวเสาร์ ระยะห่างจากโลก 6 พันล้านกิโลเมตร หรือ 4 พันล้านไมล์ ยาน Voyager 1 ถ่ายภาพโลกมนุษย์มาได้ 60 ภาพ หรือ 60 frames ได้ภาพโลกเป็นเพียงจุดเล็กๆขนาด 0.12 pixel” (http://www.planetary.org/explore/space-topics/earth/pale-blue-dot.html) เท่านั้นเอง!
          เป็นที่มาของภาพโลกที่เห็นเป็นเพียงจุดแสงสีฟ้าจืดเรียกว่า “Pale Blue Dot” เมื่อมนุษย์ได้ดูโลกของตนจากระยะห่างเพียง 6 พันล้านกิโลเมตร มองจากดาวเสาร์ แล้วก็จะรู้ว่า จุดเล็กสีฟ้าจืดขนาดไม่ถึงครึ่ง pixel ที่เรียกว่าโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญให้สดุดตาเป็นพิเศษ นักบินอวกาศจากดาวดวงอื่น หากเดินทางผ่านมาก็คงผ่านไปโดยไม่สังเกตเห็นอะไรน่าสนใจให้แวะชม สำรวจ หรือทำสงครามด้วย 
          ด้วยความเป็นนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ Carl Sagan เขียนในหนังสือ Pale Blue Dot (Chapter 1 You are Here) ว่า:  
          “สำหรับเราผู้เป็นมนุษย์ โลกของเรามีความแตกต่างสำคัญ มองดูจุดสีฟ้าจางๆนั้นอีกที ตั้งใจมองให้ดี ที่นั่นคือบ้านของเรา นั่นคือเรา ทุกคนที่เรารักอยู่บนจุดสีฟ้าอ่อนนั้น ทุกคนที่เรารู้จัก ทุกคนที่เราเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขา ทุกชีวิตมนุษย์อยู่อาศัยใช้ชีวิตกันก็บนจุดสีฟ้าจางๆอันนี้ คือโลกใบนี้เอง บนจุดสีฟ้าจืดนี้แหละรวมเอาไว้ซึ่งความสุข ความทุกข์ นับร้อยนับพันของศาสนา อุดมการณ์ ลัทธิเศรษฐกิจ นักล่า และ นักกวาดต้อนเสบียงกรัง วีรบุรุษผู้กล้าและผู้ขลาดเขลาทั้งหลาย มนุษย์ผู้สร้างและทำลายอารยธรรมทั้งปวง กษัตริย์และไพร่ทุกคน คู่หนุ่มสาวที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก แม่และพ่อทุกคน เด็กที่มีความหวังแห่งอนาคต นักประดิษฐ์ นักสำรวจ ครูและนักเทศน์ผู้อบรมสั่งสอนศีลธรรมทั้งหลาย นักการเมืองผู้ทุจริตคดโกงทุกๆคน พวกดาวรุ่งโด่งดังเป็น superstar ทั้งหลาย อีกทั้งท่านผู้นำสูงสุด นักบุญ นักบวช และคนบาปทั้งมวลทุกคนในปะวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ทุกคนล้วนใช้ชีวิตอยู่อาศัยบนละอองฝุ่นจุดเล็กที่ล่องลอยอยู่ในลำแสงจากดวงอาทิตย์อยู่ ดังที่เห็นเป็นจุดสีฟ้าจางนี้เอง.” (หน้า 6) 
          ในบทบรรยาย “The Varieties of Scientific Experience: A Personal View of the Search for God” ของ Carl Sagan เรื่องหลักคือการถกเถียงเรื่องพระเจ้าที่เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มี หากจะมีใครที่เชื่อว่ามีก็ต้องหาเหตุผลและข้อพิสูจน์มาลบล้าง แต่ ณ วันนี้ ไม่มีพระเจ้า หากจะพูดว่ามีพระเจ้าก็ต้องเป็นอย่างที่ Albert Einstein ว่า พระเจ้านั้นก็คือ Gravity กับ Quantum Machanics
          Gravity คือแรงโน้มถ่วงของวัตุที่มีขนาดใหญ่จับต้องได้ ไปจนถึงขนาดดวงดาวทั้งหลาย ทั้งที่เป็นดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์
         Quantum Mechanics ก็คือกฎแห่งแห่งปฏิกริยาระหว่างสะสารและรังสีในระดับอนุภาคของอะตอมและโมเลกุล บนพื้นที่อวกาศและกาลเวลา
         คำพูดอันโด่งดังของ Albert Einstein ที่ผู้คนนิยมอ้างถึงกันคือ ถ้ามีพระเจ้า “พระเจ้าจะไม่เล่นลูกเต๋า” เพราะพระเจ้าคงไม่เสี่ยงสร้างโลกที่อลเวงวุ่นวายไม่มีอะไรแน่นอนแบบนี้ได้ พระเจ้าที่แท้จริงต้องอธิบายปรากฏการณ์ในเอกภพได้ ดังเช่นกฎแห่งฟิสิกส์
          สิ่งนี้เป็นตัวกำหนดความเป็นไปและปรากฏการณ์ที่ศัพท์วิทยาศาสตร์เรียกว่า  event ต่างๆในเอกภพ หากพระเจ้ามีตัวตนจริงๆดังภาพวาดตามเพดานและผนังโบสถ์ พระเจ้าก็ดูจะเหมือนมนุษย์ เพียงแต่มนุษย์ที่อ้างว่าสร้างโดยพระเจ้านั้นมีทั้งดีและชั่ว โดยเฉพาะพระเจ้ามีเหตุผลอะไรที่สร้างมนุษย์บาปมาบนโลกเพื่อมนุษย์เหล่านั้นจะทำลายโลกที่พระเจ้าสร้างในที่สุดอย่างนั้นหรือ?
         Carl Sagan บรรยายว่า ความเชื่อเก่าของมนุษย์นับแต่โบราณกาลก็เกิดจากการเชื่อตามสามัญสำนึกที่มองเห็นตามภาพสิ่งที่ปรากฏต่อหน้า และเชื่อตามที่คนอื่นบอกเล่าไว้ โดยเฉพาะจากคนที่มีสถานภาพพิเศษเหนือคนอื่นในสังคม ความเชื่อผิดๆหลงผิดเพราะนักคิดผู้มีสถานภาพสูงในสังคมสอนไว้ ในที่สุดก็จะค่อยๆถูกลบล้าง ด้วยข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา  อาจจะใช้เวลานานนับร้อยนับพันปีกว่าคนทั้งโลกจะยอมรับความจริงทางวิทยาศาสตร์.
          Aristotle ปราขญ์ชาวกรีกโบราณเมื่อกว่า 300 ปีก่อนคริสตกาลบอกและไม่มีใครกล้าเถียงว่า โลกของมนุษย์นั้นจอดนิ่งอยู่กับที่เฉยๆ ส่วนดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ดวงอื่นที่มองเห็นนั้นโคจรขึ้นและลงไปตามแนวโค้งของครอบฟ้าใส ทรงครึ่งลูกกลม  ดาวดวงอื่นๆที่อยู่ไกลออกไปที่เห็นไม่เคลื่อนที่นั้นก็นิ่งอยู่กับที่เช่นกัน นั่นเรียกว่าสวรรค์  บนโลกมีธาตุที่สำคัญสี่อย่าง คือ ดิน น้ำ ไฟ และอากาศ (ลม) ส่วนบนสวรรค์นั้นเป็นธาตุสำคัญธาตุที่ห้า เป็นที่มาของคำภาษาอังกฤษว่า “quintessential”
          1,800 ปี ต่อมา ถึงศตวรรษที่ 15th Nicolaus Copernicus นักดาราศาสตร์ชาว Prussia ดินแดนในราชอาณาจักรโปแลนด์ พิสูจน์ได้ว่าโลกกลมและโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ส่วนดวงจันทร์นั้นก็โคจรรอบโลก สวนทางกับความเชื่อของศาสนาคริสต์ที่ถือว่าพระเจ้าสร้างโลกให้เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งในเอกภพ (หรือที่เราเคยเรียกว่าจักรวาล) ความจริงที่ Copernicus พิสูจน์ได้ว่าดวงอาทิตย์ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ไม่ใช่โลก เป็นความจริงที่เป็นอันตราย เสี่ยงต่อการลบหลู่คำสอนของศาสนา ความรู้ใหม่ของ Copernicus จึงถูกเก็บไว้ไม่เผยแพร่จนกระทั่งหลัง Copernicus เสียชีวิตไปแล้ว ฝ่ายศาสนาที่คิดและหวังว่าพระเจ้าในฐานะผู้เนรมิตโลกและให้กำเนิดสรรพชีวิต สร้างโลกให้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือเอกภพ ค่อยๆถูกวิทยาศาสตร์ลบล้างไปที่ละน้อยๆ อย่างช้าๆ 
         ณ วันนี้เรารู้แน่แท้แล้วว่า:
  • ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ ไม่ใช่โลก
  • ระบบสุริยะของเราอยู่แถวๆปลายเส้นสายเกลียวชายขอบของดาราจักร หรือ Galaxy Milky Way หรือ ทางช้างเผือก --ผมมองเห็นปลายสายเส้นแนวทางช้างเผือกทุกคืนที่ฟ้าเปิดใสไร้หมอกเมฆ บนฟ้าปากช่อง ท่านที่เป็นทหารเรือคงเห็นทางช้างเผือกชัดเจนกลางทะเลคืนปลอดคลื่นลมและเมฆฝน และต้องรู้ว่าระบบสุริยะของเรามิได้อยู่ใจกลาง galaxy
  • และ Galaxy ทางช้างเผือกของเราก็มิได้อยู่ที่ศูนย์กลางของเอกภพ
  • อันที่จริงที่เราเรียกว่าเอกภพนั้นเป็นอาณาบริเวณที่กว้างขวางสุดประมาณ ในเอกภพนั้นประกอบไปด้วยดาราจักร หรือ galaxy มากมาย คำนวณว่าอาจจะถึงสองแสนล้าน galaxy
  • ในแต่ละ galaxy ก็มีดวงดาวฤกษ์ขนาดและพลังแสงสว่างและความร้อนระอุต่างๆกันนับได้ประมาณถึง 2 แสนล้านดวง เรียกว่ามีดวงอาทิตย์แบบที่เรารู้จักนี้เป็นแสนสองแสนล้านดวงในหนึ่ง Galaxy
  • และในบรรดาดวงอาทิตย์ 2 แสนล้านดวง ในแต่ละ galaxy ทั้งหมด 2 แสนล้าน galaxy นั้น ย่อมคาดได้ว่าจะมีดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของหมู่ดาวเคราะห์นั้นเอง คงต้องมีระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์โคจรรอบในจังหวะวงโคจรที่เหมาะสมทั้งระยะห่างจากดวงอาทิตย์ ที่จะให้ความอบอุ่นพอเหมาะพอควร และมีสภาวะแวดล้อมเรื่องอากาศธาตุที่เอื้อต่อกำเนิดของสิ่งมีชีวิตได้ 
          ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของโลกมนุษย์เรา ในที่อื่นของ galaxy ทางช้างเผือกของเรา และใน galaxy อื่นอีกนับแสนล้าน galaxy นี้นั้น นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า Exoplanet

Exoplanets: โลกอื่นที่มิใช่ของเรา
          Oxford English Dictionary (OED) อธิบายคำว่า ‘planet’ ที่ภาษาไทยเรียกว่า ‘ดาวเคราะห์’ นั้น ว่ามีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า ‘wanderer’ แปลเป็นไทยว่า “ผู้เดินทางท่องไป” มีความหมายทำนองว่าเป็นการเดินทางท่องไปอย่างไร้กำหนดการ หรือการกำกับเส้นทาง หรือการกำหนดทิศทางแน่นอน 
          ถ้าถามว่าจะไปไหน? ก็คงตอบว่าไปเรื่อยๆ หรือ ‘ไปโน่น’ อย่างที่คนสุพรรณฯชอบตอบเมื่อถูกถามแบบที่ผู้ถามไม่ตั้งใจจะต้องการคำตอบ แต่การเดินทางแบบ ‘wanderer’ ไปเรื่อยๆ ก็มิใช่ว่าจะเป็นการหลงทาง. 
         ดังบทกวีของ J.R.R. Tolkien ในวรรณกรรม classic เรื่อง The Lord of the Rings ภาค 1: The Fellowship of the Ring ที่ว่า ‘Not all those who wander are lost’ บทกวีนี้ปรากฏในบทที่ X : Strider (หน้า 170 ฉบับ 50th Anniversary, HarperCollinsPublishers, 2005; หน้า 224 HarperCollinsPublishers, 1999; The Lord of the Rings พิมพ์ครั้งแรกในอังกฤษ โดย George Allen & Unwin, 1954) บทกวีนี้ตั้งชื่อว่า ‘All that is gold does not glitter’ ชื่อเดิมว่า ‘The Riddle of Strider’ ซึ่งบอกว่า Strider แม้อาจปรากฏเป็นคนผู้เร่ร่อนรอนแรมไปในป่ากว้างแต่ที่จริงแล้วเขาคือกษัตริย์ Aragorn ผู้ครั้งหนึ่งเคยทรงความยิ่งใหญ่มาก่อน ในตอนจบ ภาค 3: The Return of the King นักผจญไพรผู้นี้ได้กลับสู่ราชบัลลังก์เป็น King Elessar Telcontar ("Elfstone Strider") of Gondor”.
          อาศัยวรรณคดีเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ชาวกรีกโบราณเรียกดาวเคราะห์ว่าเป็นดวงดาวที่โคจรไปเรื่อยๆในวงโคจร ที่สุดท้ายก็กลับที่เดิมอันเป็นจุดเริ่ม จากนั้นก็โคจรในรอบวงต่อไป ดาวเคราะห์จึงมิใช่ว่าจะหลงทางแต่อย่างใด สำหรับดาวเคราะห์ The Earth หรือ โลกของเรา ก็โคจรไปเรื่อยๆอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ไม่หลงทางเพราะวนกลับมา ณ จุดเดิมได้ทุกรอบปี ดาวเคราะห์ดวงอื่นในระบบสุริยะของเราก็โคจรไปเรื่อยๆแบบไม่หลงทางเช่นกัน เราจึงมองเห็นดาวเคราะห์เหล่านั้นในตำแหน่งประจำตามกำหนดเวลาที่สอดคล้องกันเสมอ ดาวเคราะห์ทั้งแปดดวง (ไม่รวมดาว Pluto) อยู่ในระบบสุริยะ (Solar System) อันเป็นระบบดวงอาทิตย์ดวงเดียวของเราที่เรารู้จักใกล้ชิด ในเมื่อมนุษย์รู้แล้วว่าเพียงเฉพาะในแกแล็กซี่ทางช้างเผือกแต่เพียง Galaxy หรือ ดาราจักรเดียวเท่านั้นก็มีดาวฤกษ์แบบดวงอาทิตย์ของเรานี้ถึงนับแสนล้านดวง ดังนั้นดวงอาทิตย์ดวงอื่นใน Galaxy ของเรานั้นก็น่าจะเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะอื่นได้ โดยอาจจะมีดาวเคราะห์อีกมากมายที่ต่างก็ ‘wander’ หรือเดินทางเป็น ‘wanderer’ โคจรไปเรื่อยๆรอบดวงอาทิตย์อื่นๆนอกระบบสุริยะของเรา.
          ดาวเคราะห์อื่นนอกระบบสุริยะของเรานี้นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘Exoplanet’ มาจากคำว่า Extrasolar Planet แปลว่าดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเรา หรือดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่น.
         การค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะของเราดำเนินมาเป็นเวลานานแล้วนับแต่เริ่มมีการตั้งคำถาม แต่การสำรวจดวงดาวด้วยตาเปล่านั้นสุดวิสัย ทำไม่ได้ หรือแม้กระทั่งการสำรวจด้วยกล้องดูดาวอวกาศทั้งหลายก็มิอาจเห็นได้ด้วยการถ่ายภาพโดยตรง การค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ หรือ Exoplanet ทำได้โดยดูการหักเหหรือกระพริบวูบวาบของแสงจากดวงอาทิตย์อื่นทั้งหลายเวลาที่มีดาวเคราะห์บริวารโคจรรอบและในจังหวะที่ผ่านหน้าบังแสงจากดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์นั้นๆ เมื่อกล้องดูดาวอวกาศมองเห็นอาการวูบวาบหรือกระพริบหักเหของแสงชั่วระยะสั้นๆก็สันนิษฐานได้ว่ามีการเดินทางผ่านของดาวเคราะห์ วิธีการศึกษาเช่นนี้พัฒนาจนได้ผลดีมากขึ้นเมื่อมีกล้องดูดาวท่องไปในอวกาศเช่น Hubble และ Kepler, etc. ที่สามารถส่องดูได้ไกลมากๆโดยไม่มีอุปสรรคขวางทางแสงเหมือนกล้องบนหอดูดาวบนยอดเขา จึงมีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมากขึ้น.
          ล่าสุด ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2024:          Wikipedia (https://en.wikipedia.org/wiki/Exoplanet) ระบุว่า พบ Exoplanet แล้ว 5811 ดวง ใน 4,310 ระบบสุริยะอื่น และในจำนวนนั้นมี 973 ระบบสุริยะที่ มีดาวเคราะห์โคจรรอบมากกว่า 1 ดวง.
          ส่วนนักวิทยาศาสตร์นานาชาติของ Website: exoplanet.eu ก็บันทึกว่ามีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในฐานข้อมูลถึง 7,000 ดวง (https://exoplanet.eu/home/)
          (Websites อื่นๆ ของนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพที่ติดตามเรื่อง Exoplanet ตลอดเวลา ดูที่ http://exoplanet.eu/sites/ )
         กล้องดูดาวอวกาศ Kepler กำลังจะหมดอายุใช้งาน หลังจากส่งขึ้นวงโคจรในอวกาศเมื่อปี 2009 และเวลานี้ก็มีกล้องดูดาวอวกาศชื่อ The Transiting Exoplanet Survey Satellite ขึ้นปฏิบัติหน้าที่แทนแล้ว นอกจากนี้องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) กำลังเตรียมส่งกล้องดูดาวอวกาศ หรือดาวเทียมสำหรับค้นหาดาวเคราะห์ Exoplanets เพิ่มอีกสองกล้อง คือ The Characterising Exoplanets Satellite ซึ่งจะส่งขึ้นปี 2019 นี้, และจะส่งกล้อง Planetary Transits and Oscillations of Stars ขึ้นสู่อวกาศในปี 2026.
          นับวันก็จะมีการค้นพบ Exoplanet มากยิ่งขึ้น เกือบไม่เว้นแต่ละวันแต่ละสัปดาห์แต่ละเดือน เพราะความสงสัยใคร่รู้ของมนุษย์ เพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าที่ใช้สำรวจ เพราะความใส่ใจของนักวิทยาศาสตร์ เพราะจำนวนมหาศาลของดวงดาวในเอกภพ มนุษย์ในโลกวันนี้จึงมั่นใจได้แล้วว่ามีดาวเคราะห์ดวงอื่นโคจรรอบระบบสุริยะอื่น และบางดวงก็อยู่ในวงโคจรที่เว้นระยะห่างเหมาะสม ที่เรียกว่าเงื่อนไข Goldilock อันสามารถวิวัฒนาการชีวิตได้.
…… และแล้วมนุษย์ผู้ทรงภูมิปัญญาก็ตั้งคำถามต่อไป......

         สิ่งมีชีวิตในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอาจกำเนิดได้บนดาวเคราะห์ดวงอื่น เพียงแต่การเดินทางค้นหาด้วยยานอวกาศและกล้องดูดาวอวกาศยังไม่พบ ไม่ว่าจะชีวิตต่างดาว หรือพระเจ้าที่อาจพบผ่านสวนทางกับยานอวกาศระหว่างทางท่องจักรวาล แต่มนุษย์ก็ยังไม่อาจเดินทางหรือส่องกล้องดูได้มากกว่าส่วนแยกย่อยน้อยนิดของเอกภพ 

         Are we alone in the Universe? คือคำถามที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์บนดาวเคราะห์โลก
         "No, we are not alone."  คือคำตอบอันเป็นความเชื่อ ณ เวลานี้
         หากว่า "เวลา" มีอยู่จริง!



สมเกียรติ อ่อนวิมล
​1 มกราคม 2568
Picture


Picture
05:00-06:00
​วันจันทร์-ศุกร์
FM 96.5
อสมท
  Thinking Radio  
​Facebook
 YouTube

Picture
06:00
​วันศุกร์
อสมท
​Thinking Radio 
​YouTube Only

Picture
09:00-11:00
วันพุธ
FM 92
วิทยุศึกษา
​LIVE Only



Picture

 2025
​MY YEAR IN (READING) PHYSICS



Picture


การศึกษา กับ มุมมองของคนเวียดนาม
บทความโดย   ดร.สิริวงษ์ หงษ์สวรรค์[
อาจารย์เวียดนามศึกษา สาขาวิชาภาษาและวรรณคดีตะวันออก
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

[ดร.สิริวงษ์ หงษ์สวรรค์ ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขาภาษาและวรรณคดีเวียดนาม ระหว่างที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย เวียดนาม ได้ใช้ชีวิตอยู่อาศััยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวชาวเวียดนาม หลังเรียนจบ ดร.สิริวงษ์ หงส์สวรรค์ (โกวซุง หรือ อ.จง) เป็นอาจารย์สอนภาษาและวัฒนธรรมเวียดนาม ประจำหลักสูตรวิชาภาษาเวียดนามและการสื่อสาร สาขาภาษาและวรรณคดีตะวันออก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2559 หรือเกือบ 9 ปีที่ผ่านไปแล้ว
- ภาพประกอบบทความนี้ผมถ่ายไว้เมื่อได้มีโอกาสพบอาจารย์สิริวงษ์ที่ฮานอย - ขอขอบพระคุณอาจารย์สิริวงษ์ ที่ส่งบทความนี้มาให้เผยแพร่ก่อนจากโลกนี้ไป - สมเกียรติ อ่อนวิมล]

                                                                    ________________
                        
          บทความเรื่องนี้เขียนขึ้น จากการที่ผู้เขียนได้ประสบการณ์ตรงจากการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาภาษาเวียดนาม ณ คณะภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งใช้ชีวิตอยู่ที่เวียดนามโดยอาศัยอยู่ที่บ้านร่วมกับครอบครัวชาวเวียดนามไม่ต่างไปจากสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวมาเป็นระยะเวลา 5 ปีกว่า ดังนั้น ข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏในบทความเรื่องนี้จึงมาจากข้อเท็จจริงเป็นส่วนใหญ่ ข้อคิดเห็นต่างๆ ได้มาจากข้อมูลข่าวสารที่ผู้เขียนติดตามข่าวสารอยู่ตลอดเวลาระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในเวียดนาม รวมทั้งได้ทราบความคิดเห็นของเพื่อนชาวเวียดนามหลายๆ คนที่ผู้เขียนได้ติดต่อพูดคุยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  และจากการสัมภาษณ์ข้อมูลจากชาวเวียดนามโดยตรง  ดังนั้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นทั้งหลายที่ปรากฏอยู่ในบทความเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านชาวไทยไม่มากก็น้อย

การศึกษาคือสิ่งสำคัญสำหรับคนเวียดนาม
                 ถ้าจะว่ากันไปแล้ววิธีการคิดของคนไทยและคนเวียดนามคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ หากเทียบกับคำขวัญ (slogan) ของคนไทยที่เคยอบรมสั่งสอนลูกหลานในสมัยก่อน และยังใช้ได้มาจนถึงปัจจุบันว่า “รากฐานของบ้านคืออิฐ รากฐานของชีวิตคือการศึกษา”  เพราะคนเวียดนามส่วนใหญ่เชื่อว่า “การศึกษาจะช่วยสร้างคนให้เป็นคน มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ และมีทุกอย่างตามที่ตนเองต้องการ”  หลังจากที่เด็กเวียดนามถือกำเนิดมา  ครอบครัวเวียดนามจะคิดถึงการศึกษาของลูกตนโดยภาพรวม และในขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจของครอบครัวตนด้วย  เพราะเศรษฐกิจของครอบครัวถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะทำให้สามารถเลี้ยงดู และส่งเสียลูกของตนได้เล่าเรียนหลังจากที่เติบโตขึ้น ดังนั้น ในขั้นแรกจึงจำเป็นต้องหาเงินมาจุนเจือครอบครัว คำนึงถึงการเจริญเติบโตของลูก และสุขภาพของลูกเพื่อจะเริ่มก้าวสู่การเรียนในระดับอนุบาลในภายภาคหน้า
                 จากการที่ประชากรเวียดนามประมาณ 80% ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และทุกคนทราบกันดีว่า อาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่ต้องประสบกับความยากลำบาก ต้องดิ้นรนต่อสู้ หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ไม่มีความสะดวกสบาย มีแต่ความยากแค้นลำเค็ญ ดังนั้น ในปัจจุบัน ชาวเวียดนามส่วนใหญ่จึงไม่ต้องการให้ลูกของตนต้องประสบความยากลำบากเหมือนตน อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดี มีความสะดวกสบาย และมีหน้ามีตาในสังคม ซึ่งวิธีการที่จะทำให้ลูกของตนพ้นจากความยากลำบากได้นั้น มีวิธีการเดียวและเป็นวิธีการที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ สร้างรากฐานการศึกษาให้แก่ลูก  ในภาษาเวียดนาม มีคำกล่าวที่แสดงให้เห็นถึงความคิดของคนเวียดนามในการเลี้ยงดูลูกซึ่งใช้กันมาจนถึงปัจจุบันคือ “Tất cả vì con cái” (เติ๊ท ก่า หวี่ กอน ก๋าย) หมายถึง ทุกอย่างก็เพื่อลูก ซึ่งตีความได้ว่า พ่อแม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อลูก ไม่ว่าตนเองจะลำบากหรือเหน็ดเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม พ่อแม่ก็สามารถยอมเหนื่อย และยอมอดแทนลูกได้ บางบ้านถึงขั้นต้องลดค่าใช้จ่ายเรื่องอาหาร ยอมอดมื้อกินมื้อ เพื่อนำเงินไปลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก  
                สำหรับลูกชาวนาหรือลูกเกษตรกรผู้ยากไร้นั้น มีความคิดกันว่า  ถ้าให้ลูกประกอบอาชีพเกตรกรรมหรือเป็นชาวนาเช่นเดียวกับตน ลูกจะไม่สามารถพ้นไปจากห้วงวิถีของความยากลำบาก ความแร้นแค้น ความลำเค็ญไปได้ ดังนั้น จึงยิ่งต้องอดทนและทนต่อความยากลำบากอย่างหนักเพื่อส่งเสียให้ลูกเรียนเพื่อความก้าวหน้าและความสำเร็จของลูกในอนาคต เมื่อส่งเสียลูกเรียนแล้ว และลูกสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้นั้น ยิ่งจะเป็นเกียรติและเป็นศักดิ์ศรีของครอบครัวและวงศ์ตระกูล  เป็นหน้าเป็นตาของพ่อแม่ พ่อแม่สามารถพูดกับคนอื่นๆ รวมทั้งญาติพี่น้องได้อย่างไม่อายปากว่า “ฉันสามารถส่งเสียลูกฉันเรียน และลูกของฉันมีดีพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้” อย่างลูกชายของเจ้าของบ้านที่ผู้เขียนพักอาศัยด้วย แม้ว่าครอบครัวของเขาจะไม่ใช่ครอบครัวชาวนา กล่าวคือ สามีเป็นตำรวจ ส่วนภรรยาเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องพักให้กับที่พักรับรองของนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างชาติ* ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณ “แบ๊คควา” หรือบริเวณที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยที่สอนทางด้านวิศวรรมศาสตร์  แต่สามีภรรยาคู่นี้มีความเป็นชนบทมากกว่าในเมือง กล่าวคือ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงเคยอยู่ในชนบทมาก่อน และพ่อแม่ของเขาทั้งสองก็ประกอบอาชีพเกตรกรรมซึ่งมีความยากลำบาก ฐานะไม่ได้ดีมากนัก ดังนั้น   เมื่อลูกชายสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้   ก็จัดงานเลี้ยงฉลองให้ลูกชายอย่างใหญ่โต   โดยจัดร่วมกับบรรดาญาติพี่น้องในชนบทของภรรยาซึ่งผู้เขียนก็ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานด้วย เพราะกล่าวได้ว่าในบรรดาลูกๆ ของพี่น้องสายเลือดเดียวกันของภรรยา ลูกชายคนนี้เป็นคนแรกของตระกูลที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ดังนั้น สามีภรรยา โดยเฉพาะภรรยาถึงกับดีใจมากๆ ที่ลูกชายมีวันนี้ได้  
                 นอกจากนั้น คนเวียดนามหลายๆ คนยังมีการเปรียบเทียบอาชีพของตนกับอาชีพของลูกหลานที่เกิดมาในรุ่นหลัง ยิ่งถ้าหากว่าพ่อแม่เป็นชาวนา แต่ลูกได้ดิบได้ดีเป็นถึงข้าราชการ ยิ่งจะเป็นผลดีในการผลักดันเชื้อสายและวงศ์ตระกูลของตนให้สูงขึ้น ไม่ใช่ยากจนหรือตกต่ำลง  ผู้คนก็จะนับหน้าถือตา   และให้เกียรติในสังคมในฐานะที่สามารถทำให้ลูกเป็นอภิชาตบุตร    (บุตรที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า 
ตระกูล หรือบุตรที่มีคุณสมบัติสูงกว่าตระกูล) ได้

 วิธีการเลี้ยงลูกของคนเวียดนามที่สอดคล้องกับการศึกษา    
               จากการที่ผู้เขียนได้อยู่ที่บ้านของคนเวียดนามโดยตรง รวมทั้งได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนชาวเวียดนามหลายๆคน และหลากหลายพื้นที่ ผู้เขียนเห็นว่า การอบรมเลี้ยงดูลูกของคนเวียดนามจะเน้นเรื่องของการศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ที่เห็นได้ชัด หลายๆ บ้านจะบังคับให้ลูกเรียนเป็นหลัก โดยบางครั้งไม่ได้สนใจหรือมองว่าลูกของตนมีความสามารถที่จะเรียนในระดับสูงๆ ได้เพียงใด หรือลูกมีความถนัดในด้านใด แต่จะเน้นให้ลูกต้องเรียนเก่งไว้ก่อน โดยมักจะเอาไปเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องเป็นส่วนใหญ่  หากลูกทำไม่ได้ก็จะว่ากล่าวค่อนข้างแรง เช่น  “Ngu nhu chó” (งู ญือ จ๋อ) หมายถึง โง่เหมือนหมา, “Ngu như bò” (งู ญือ บ่อ) หมายถึง โง่เหมือนวัว โดยไม่ได้สนใจว่าลูกจะเสียใจหรือน้อยใจหรือไม่ แต่พวกเขาจะมองว่า ยิ่งว่ากล่าวประชดประชันแบบนี้จะมีผลทำให้ลูกเกิดความคิดที่จะสู้หรือมีใจสู้  เพื่อคราวต่อไปจะต้องเรียนให้เก่งขึ้น หรือทำให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และจะไม่โดนพ่อแม่ดุด่าว่าโง่อีกต่อไป บางบ้านที่ทุ่มเทให้กับลูกมากๆ ถึงขั้นเสียใจหรือจะเป็นจะตายกับผลการเรียนของลูก หากว่าตนเองอบรมสั่งสอนและบังคับให้ลูกเรียนแล้วแต่ลูกกลับทำไม่ได้อย่างที่ตนเองต้องการ ก็ยิ่งทำให้พ่อแม่เสียใจและไม่มีความสุขมากขึ้น ดังนั้น จึงยิ่งจะหาวิธีการหรือคิดหาวิธีใหม่ที่ทำอย่างไรที่จะต้องให้ลูกเรียนเก่งๆ เช่น หาติวเตอร์หรือครูพิเศษมาสอนที่บ้าน หรือส่งลูกไปเรียนพิเศษในสถานที่ที่มีชื่อเสียง แม้ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายมากเท่าใด พ่อแม่ก็ยอม 
             หลายๆ บ้านมักจะเข้มงวดกวดขันเรื่องการเรียนของลูก อย่างเช่นบ้านที่ผู้เขียนอาศัยอยู่ ภรรยาเจ้าของบ้านจะตรวจสอบการเรียนของลูกทุกวัน และเวลาสองทุ่มตรงของทุกวัน ลูกจะต้องนั่งประจำที่โต๊ะเพื่อทำการบ้านและอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเรียนในวันรุ่งขึ้น ภรรยาของเจ้าของบ้านจะถามลูกทุกวันว่า ทำการบ้านวิชานั้นวิชานี้เสร็จหรือยัง วันนี้ไปเรียนพิเศษกับคุณครูคนนี้หรือไม่ อย่างไร ครูให้การบ้านอะไรมาบ้าง นอกจากนั้น หากลูกไม่ทำตามที่ตนสั่งก็จะใช้ไม้เรียวในการอบรมสั่งสอน เพราะพวกเขาถือปฏิบัติตามคำพังเพยของเวียดนามที่สอนกันมาแต่โบราณว่า “Yêu cho roi cho vọt. Ghét cho ngọt cho bùi.” (เอียว จอ ซอย จอ หวอด แก๊ท จอ หง็อท จอ บุ่ย) แปลตามรูปคำหมายถึง “รักต้องให้ไม้เรียว เกลียดต้องให้ความหวานและความมัน” ความหวานและความมันตรงนี้ หมายถึงรสชาติอาหารที่มีความเอร็ดอร่อยได้รสชาติ ซึ่งตีความได้ว่า ถ้ารักลูกก็ต้องตีลูก ถ้าเกลียดลูกก็ต้องเอาเอาเอาใจหรือตามใจลูก สำหรับคนเวียดนาม การตามใจลูกมากๆ จะส่งผลให้ลูกเสียคนได้ง่าย  ซึ่งพวกเขากลัวในเรื่องนี้กันมาก และพยายามที่จะหาวิธีการว่า ลงทุนให้ลูกเรียนแล้วจะอบรมสั่งสอนลูกอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกของตนเสียคน

ระบบการศึกษาของเวียดนาม
                  การศึกษาของเวียดนามในอดีต นำรูปแบบมาจากระบบการศึกษาของสหภาพโซเวียตรัสเซีย และต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของเวียดนาม  อย่างไรก็ตาม หากกล่าวถึงการศึกษาโดยภาพรวม เวียดนามยังได้รับอิทธิพลจากจีนและฝรั่งเศสด้วย เนื่องจากเคยตกอยู่ใต้อาณานิคมของสองประเทศดังกล่าว โดยเฉพาะอิทธิพลในเรื่องของการใช้ตัวหนังสือหรืออักษรที่ใช้ในการเรียน กล่าวคือ ได้รับอิทธิพลจากอักษร  “Hán” (หาน) หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า “ฮั่น” จากจีน  ซึ่งปัจจุบันนี้คำศัพท์ต่างๆ ในภาษาเวียดนามประมาณ 80% ยืมมาจากคำศัพท์ในภาษาหานของจีน  และตัวอักษรโรมันที่เวียดนามใช้กันปัจจุบันที่เรียกว่า “Quốc ngữ” (ก๊วก หงือ) นั้น ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส  เพราะหลังจากที่เวียดนามตกอยู่ใต้อาณานิคมของฝรั่งเศสนั้น ฝรั่งเศสได้ประกาศให้เวียดนามใช้ตัวอักษรก๊วกหงือเป็นอักษรทางการ และบังคับให้ใช้ในการเรียนการสอนตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ของเวียดนามทั่วประเทศ
               ในส่วนของแนวคิดต่างๆ ที่ปรากฏในแผนการเรียนการสอนของเวียดนามนั้น ถือว่าได้รับอิทธิพลจากสหภาพโซเวียตรัสเซียสูงมาก  เพราะหลักสูตรที่ใช้ในการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยของเวียดนามนั้นมีวิชาบังคับที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยต้องเรียน นั่นคือ วิชาการเมืองซึ่งเน้นลัทธิสังคมนิยมและการปกครองประเทศแบบสังคมนิยมเป็นหลัก  วิชาปรัชญา ซึ่งเน้นแนวคิดของ  มาร์กซ์ (Karl MarX) เลนิน (Vladimir Ilyich Lenin) และวิชาแนวคิดของโฮจิมินห์ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของมาร์กซ์ เลนินอีกทีหนึ่ง ในปัจจุบัน วิชาต่างๆ ดังกล่าว นักศึกษาเวียดนามก็ยังต้องเรียนกันอยู่  โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียนนั้น คนเวียดนามได้ซึมซับแนวคิดของมาร์กซ์ เลนินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแนวคิดที่ว่า “Học học học. Học nữa, học mãi.” (ห็อก ห็อก ห็อก ห็อก เหนือ ห็อก หมาย) หมายความว่า เรียน เรียน เรียน เรียนต่อไป เรียนตราบชั่วนิจนิรันดร์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อเรื่องการศึกษาของชาวเวียดนามเป็นอย่างสูง เพราะเชื่อว่าทุกคนต้องเรียน และการเรียนไม่มีวันสิ้นสุดสำหรับคนเวียดนาม แม้ว่าจะเรียนจบได้ใบปริญญาบัตรแล้ว ก็ยังต้องเรียนกันต่อไป เรียนจนกว่าชีวิตจะหาไม่
               Trần Kiều (2002) ได้อธิบายการจัดระบบการศึกษาภาคบังคับระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของเวียดนามว่า การศึกษาภาคบังคับในโรงเรียนของเวียดนามกำหนดการเรียนภาคบังคับเอาไว้ 12 ปี โดยจัดเป็น 3 (5-4-3) ระดับ ดังนี้
             - ระดับ 1 เรียน 5 ปี คือ เกรด 1, 2, 3, 4 และ 5
             - ระดับ 2 เรียน 4 ปี คือ เกรด 6, 7, 8 และ 9
              - ระดับ 3 เรียน 3 ปี คือ เกรด 10, 11 และ 12
         เมื่อเทียบกับการศึกษาภาคบังคับของไทยมีความแตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ การศึกษาภาคบังคับของไทยจะเป็นระบบ 6-3-3 แต่ของเวียดนามจะเป็น 5-4-3 ถ้าเทียบกับการศึกษาของไทย ระดับ 1 ก็คือ ระดับประถมศึกษา เวียดนามเรียน 5 ปี แต่ไทยจะเรียน 6 ปี (ป.1-6) ระดับ 2 หมายถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เวียดนามเรียน 4 ปี แต่ไทยจะเรียน 3 ปี (ม.1-3) และระดับ 3 หมายถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  เวียดนามเรียน 3 ปี และไทยก็เรียน 3 ปี (ม.4-6) เช่นกัน
             สำหรับการศึกษาระดับอุดมศึกษาก็ไม่ต่างจากที่เมืองไทยเท่าใดนัก   เพราะมีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยเช่นกัน แต่จะต่างกันเล็กน้อยตรงที่หากใครที่ความสามารถไม่ถึงขั้นที่จะเรียนมหาวิทยาลัยได้ก็จะเลือกเรียนระดับ cao đẳng (กาว ดั่ง) ซึ่งอาจจะเทียบได้กับระดับอนุปริญญาของไทย  ขั้นกาว ดั่งที่เวียดนามจะเรียน 3  ปี  และระดับ trung cấp (จุง เกิ๊บ) หรือสายวิชาชีพ เรียน 2  ปี นอกจากนั้น หลังระดับอุดมศึกษาก็มีระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งแยกเป็นระดับปริญญาโท และปริญญาเอกเหมือนไทย

ปัญหาจากวิธีการศึกษาของคนเวียดนามในปัจุบัน
              แม้ว่าครอบครัวของเวียดนามเกือบทุกครอบครัว จะให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องการศึกษาของลูกอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการศึกษาของเวียดนามก็ยังประสบปัญหาอยู่ เนื่องจากหลักสูตรการเรียนของเวียดนามตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัยจะเน้นการเรียนการสอนแบบให้ผู้เรียนต้องเรียนแบบ Học vẹt. (ห็อก แหว็ต) แปลว่า “เรียนแบบนกแก้ว” หมายถึง เรียนแบบท่องจำ ถ้าเทียบแล้วก็เหมือนกับไทยเราในสมัยก่อนที่เน้นให้ผู้เรียนท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ไม่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพราะท่องจำเก่งอย่างเดียว แต่ถ้าให้ปรับใช้หรือถามคำถามที่ให้ตอบแบบให้ใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ โดยให้เป็นผลนำไปใช้ต่อไปได้ ผู้เรียนจะไม่สามารถตอบคำถามได้เลย เพื่อนเวียดนามบางคนบอกผู้เขียนว่า การที่นักเรียนเวียดนามได้รับรางวัลคณิตศาสตร์โอลิมปิคนั้น เป็นเพราะว่านักเรียนเหล่านั้นท่องจำเก่ง  จำสูตรคณิตศาสตร์ได้แม่นยำทุกสูตร ถ้าใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษก็จะเรียกว่า จำกันได้เป็นแพ็ทเทิร์น (pattern)เลย  และคณิตศาสตร์นั้นได้ซึมซับอยู่ในตัวของคนเวียดนามมานานนับตั้งแต่เมื่อเวียดนามเปิดประเทศและเริ่มทำการค้าขายเป็นหลัก ดังนั้น การเรียนการสอนแบบคณิตคิดเร็วจึงถูกสั่งสมอยู่ในความคิดของเวียดนามตามรูปแบบของการเรียนแบบท่องจำ กล่าวคือต้องแม่นยำในตัวเลขและข้อมูลเป็นหลักด้วย 
               อย่างไรก็ตาม การเรียนแบบท่องจำให้เก่งนั้นอาจจะได้ผลดีในบางด้าน อย่างเช่นการเรียนคณิตศาสตร์ของคนเวียดนาม เป็นต้น แต่อาจจะไม่สามารถเอาไปใช้ในการเรียนในสาขาอื่นๆ  เพราะในปัจจุบันเกิดปัญหาว่า นักศึกษาที่เรียนจบมหาวิทยาลัยและได้คะแนนสูงๆ นั้น เก่งเพราะท่องจำเก่งอย่างเดียว แต่เมื่อเริ่มต้นทำงาน ไม่สามารถที่จะทำงานได้ ต้องเริ่มต้นใหม่ ต้องเรียนรู้ใหม่ เพราะไม่สามารถนำความรู้ที่ตัวเองได้รับในช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยมาปรับใช้ในการทำงาน รวมทั้งการใช้ชีวิตประจำวันได้  ปัญหาดังกล่าว เกิดมาจากการที่หลักสูตรการเรียนของเวียดนามยังเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏบัติ หรืออาจจะมีการฝึกปฏิบัติ แต่ปฏิบัติค่อนข้างน้อย ดังนั้น เมื่อเรียนทฤษฎีเป็นหลัก ผู้เรียนจึงต้องเรียนแบบท่องจำเป็นส่วนใหญ่ โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่า ข้อเท็จจริงของเนื้อหาที่เรียนนั้นคืออะไร เพื่อนเวียดนามของผู้เขียนให้ข้อมูลว่า การเรียนแบบท่องจำหรือห็อกแหว็ตนี้  เรียกได้ว่าเป็นโรคร้ายชนิดหนึ่งของการศึกษาของเวียดนามในปัจจุบันนี้เลยก็ว่าได้ แม้ว่ากระทรวงการศึกษาและการฝึกอบรมของเวียดนามจะรับทราบปัญหาดังกล่าวแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้  นักศึกษาหลายคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยไม่สามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนในสาขาของตนไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเสียเวลาเพื่อไปเรียนปริญญาตรีอีกใบเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของตน แทนที่จะยกระดับของตนโดยการเรียนปริญญาโท แต่กลับต้องใช้เวลาเรียนปริญญาตรีเพิ่มอีกหนึ่งใบในอีกสาขาวิชาหนึ่ง 
             ปัญหาข้างต้นมีส่วนมาจากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ตั้งแต่ในวัยเด็ก ในขณะที่เรียนระดับประถมศึกษา กล่าวคือ เน้นสอนให้ลูกเรียนเก่งและได้คำแนนสูงๆ แต่ไม่ได้สนใจในเรื่องของการนำไปใช้ ความคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยศักดินา  เพราะมีความคิดกันว่าต้องเรียนเก่งเพื่อจะได้ประกอบอาชีพรับราชการ เป็นเจ้าคนนายคน และเน้นความร่ำรวยเป็นหลัก ความคิดดังกล่าวได้ส่งผลมาถึงปัจจุบันคือ เรียนเก่งเพื่อจะได้ทำงานดีๆ และหาเงินใช้ได้  เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานต่างๆ ในเวียดนามหากคนเวียดนามที่ไปสมัครงานไม่ใช่ Con ông cháu cha (กอน อง เจ๋า จา) หมายถึง ลูกท่านหลานเธอ โอกาสที่จะได้ทำงานดีๆ ได้รับเงินเดือนสูงๆ มีค่อนข้างน้อยหากได้คะแนนสะสมหลังจากที่สำเร็จการศึกษาไม่ค่อยดี ดังนั้น ในปัจจุบัน คนเวียดนามจึงเน้นให้ลูกของตนเรียนให้เก่งๆ ให้ได้คะแนนสูงๆ เพื่อที่จะหางานทำได้ เพราะมีความคิดดังนี้ :
          1.  เน้นเรื่องของความเก่ง แต่ไม่ได้เน้นเรื่องความรู้ที่ได้รับหลังจากที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว
          2. คิดถึงผลประโยชน์ในเรื่องของการได้เงินเดือน มากกว่าความรู้ที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาสังคมและองค์กร
           3.  ไม่ได้สนใจเรื่องการมีความรู้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในสาขาที่ตนเองจบมา
           4. ขอให้เรียนสูงไว้ก่อน แต่ไม่ได้สนใจบทบาทหรือหน้าที่ที่ตนจะต้องรับผิดชอบต่อไปในสังคมและองค์กร
             เนื่องจากเวียดนามยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนภาคปฏิบัติเท่าที่ควร ดังนั้น จึงก่อให้เกิดปัญหาที่ตามมาสำหรับผู้เรียนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเวียดนาม ดังนี้ :
          1. ไม่สามารถนำทฤษฎีที่ได้จากการเรียนไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ
          2. ไม่สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ไม่ยอมรับความจริงเมื่อพ่ายแพ้หรือไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากในช่วงที่เรียนต้องเรียนให้เก่งและเอาชนะเพื่อนฝูงให้ได้ ทำให้ไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้
           3. ไม่สามารถทำงานเป็นกลุ่มหรือทำงานร่วมกับคนอื่นได้ เพราะในช่วงที่เรียนขาดการปฏิบัติ เพราะการเรียนเน้นการท่องจำ ครูผู้สอนมอบหมายให้ทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อนในห้องเรียนน้อย
            4.  ขาดทักษะในการบรรยายหรืออภิปรายต่อหน้าที่ชุมชน เพราะเน้นการเรียนแบบท่องจำและเรียนคนเดียวเป็นหลัก
              ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของเวียดนามไม่ได้ให้ความสำคัญหรือวิเคราะห์ประเด็นปัญหา หากแต่กำลังพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร และคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าวให้บรรลุผลได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ อาจจะต้องรออีกประมาณสิบปีหรืออาจจะยี่สิบปีที่แนวคิดและระบบการศึกษาของเวียดนามจะมีการเปลี่ยนแปลง และสามารถปรับมาใช้ให้เข้ากับยุคสมัยได้
_________________ 

หมายเหตุ
 *ผู้เขียนเคยพักในสถานที่ดังกล่าว ในช่วงที่มาศึกษาอบรมภาษาเวียดนามหลักสูตรระยะสั้น เหตุที่ไม่เรียกว่าหอพักเนื่องจากศัพท์ที่ใช้ในภาษาเวียดนามเพื่อเรียกอาคารดังกล่าว ไม่ได้มีความหมายว่า  “หอพักนักศึกษา” แต่มีความหมายว่า “ที่พักรับรอง” หรือ “ห้องพักรับรอง” (ภาษาเวียดนามใช้คำว่า “nhà khách” หรือ “หญ่า แค๊ก”)
      
   [ขอขอบคุณ คุณ Lê Thanh Hà (เล แทงห์ ห่า) ผู้ชำนาญการฝ่ายการเมืองและกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ฮานอย รวมทั้งนักศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทคณะภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ฮานอยรวมทั้งเพื่อนๆ ชาวเวียดนามอีกหลายคนที่ให้ข้อมูล และความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ในการเขียนบทความ]


​
Picture
​เอกสารอ้างอิง

หนังสือ
Ban tư tưởng – Văn hóa trung ương. 2005. Tài liệu học tập chính trị dành 
          cho học viên lớp bồi dưỡng kết nạp đảng. Hà Nội: nhà xuất bản 
          chính trị quốc gia.
Bộ giáo dục và đạo tào. 2006. Giáo trình tư tưởng Hồ Chí Minh. Hà Nội:
          Nhà xuất bản chính trị quốc gia.
Trần Kiều. 2002. Education in Vietnam: current state and issues. Hanoi: Thế 
           Giới Publisher. 
Websites:
http://www.bbc.co.uk/vietnamese/vietnam/2009/05/090529_viet_education.
           shtml
http://www.bbc.co.uk/vietnamese/vietnam/2009/09/090908_viet_education.
           shtml 
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Vertical Divider
SOCRATES: Haven't you noticed that opinion without knowledge are shameful and ugly things? The best of them are blind - or do you think that those who express a true opinion without understanding are any different from blind people who happen to travel the right road? ●โสเครติส: ท่านไม่สังเกตหรือว่าความเห็นที่ขาดความรู้เป็นสิ่งน่าเกลียดน่าอับอาย? มันไม่มีอะไรดีไปกว่าความมืดบอด - หรือคิดอิกนัยหนึ่งได้ไหมว่า คนที่แสดงแม้ความเห็นที่แท้จริงแต่ไร้ซึ่งความเข้าใจนั้น จะต่างอะไรไปจากคนตาบอดที่บังเอิญเดินถูกทาง?  ​[Plato's REPUBLC, Book VI 506c] สมเกียรติ อ่อนวิมล -แปล 

Picture
ME
​SOMKIAT ONWIMON, (b.1948-d.xxxx)
Park Hill High '67 (American Field Service International Scholarship), a Harvard-Yenching fellow, studied Political Science, International Relations, and South Asia Regional Studies at the University of Delhi (1968-73) and the University of Pennsylvania (1975-81). A political scientist, TV journalist, drafter of Thailand 1997 constitution, and a one-term senator,    I am now living  a tranquil life of reading, writing, and  thinking, in rural Thailand .

Picture
AND MY SON
TAN ONWIMON
● Master of Music in Screen Scoring (Class of 2023): USC Thornton School of Music, LA
● Bachelor of Music in Film Scoring (2014-2017): 
​Berklee College of  Music,  Boston. 
        ● B.A. in Journalism / Film Studies (2008-2012):
​
Thammasat University, Bangkok 

● Walla Walla High School (2007l, WA,
(American Field Service International Scholarship)​ (2007)
● Kasetsart University School, Bangkok (1996-2008) 

​Tan Onwimon is a Los Angeles-based media composer from Bangkok. His music has been featured in the Hulu Original Series "Wu-Tang: An American Saga" Season 2-3; CNN Movie "Blue Carbon" (2024);THAI Airways Inflight video; Duck Academy (Documentary); an action video game based on Kyrgyzstan’s legend "Manas"; a medieval fiction podcast "Dragon's Rest", and many more. Tan recently collaborated with the Colorado Symphony in their 2023-24 Season by orchestrating music for the world premiere of RZA of Wu-Tang Clan’s “The Ballet Through Mud”. He also orchestrated music for “Portugal. The Man", featuring the Colorado Symphony in their sold-out concert at Red Rock Amphitheater in 2023.
He assisted the Tony Award and Grammy Award Winner Casts of ‘Some Like It Hot’ in producing the Christmas Music for "Broadway’s Carol for a Cure" 2023 Album. 
Outside of media music, Tan also participates in Broadway, where he is currently assisting the upcoming Andrew Lloyd Webber’s Cats Revival to be performed at PAC New York in June and July, 2024. Also in June, 2024 Tan orchestrates the music for "Jelly's Last Jam" at Pasadena Playhouse.
​Tan lives in Los Angeles.

Tan's Recent Works:
  • 2025 L.A. release: A Documentary on a country in South East Asia with Tan Onwimon as score co-composer
  • La Cage aux Folles
  • Sorelle USC Game
  • Uglies, Netflix 2024 series (Score Orchestrator)
  • Cats: The Jellicle Ball (2024) at PAC NYC (composer assistant)
  • Jelly's Last Jam (2024) at Pasadena Playhouse (composer assistant)
  • Blue Carbon, CNN documentary (2024) (Orchestration)
  • Hulu Original Series Wu-Tang: An American Saga Season 2-3 (2023)(collaboration composer)
  • Colorado Symphony Orchestra (orchestrations for three Red Rocks Concerts- Wu-Tang Clan and Portugal.The Man)
  • Agoda.com's Underwater Minigame (oroginal score)
  • Dragon's Rest (fiction podcast / original score)
  • Sorelle (USC Game 2024-oroginal score)
  • My Number One (USC Animation 2023-original score)
  • ​Manas (Kyrgyzstan Game 2023 - original scores)
  • Igloo Studio games (original scores)
  • Be@rbrick (Toy Commercial) and more.
  • THAI Airways Inflight video (original music)
  • Siam Paragon commercial and fashion videos (original music)
  • Tipitaka: the Living Message (original score)
  • The National Parks of Thailand (original score)
  • Duck Academy (Thai documentary - original score)
  • etc.
  • Guest speaker at Berklee College of Music, Boston
  • Special guest lecturer at Thammasat University's international program , Bangkok.
​Awards:  
  • 2024 Best Original Score for "My Number One" (Best Animated    Film), GeekFestToronto 2024
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
Picture
References:
​USC Class of 2023 
Instagram @tanonwimon
E-mail: [email protected]
Website: http://www.tanonwimon.com
YouTube: https://www.youtube.com/@TanMusic
Vimeo: https://vimeo.com/tanonwimon
IMDb: https://www.imdb.com/name/nm8830684/. 
▶️ MORE ON TAN ONWIMON 





Vertical Divider
Vertical Divider
Vertical Divider
Vertical Divider

​THAIVISION® is a personal website of Somkiat Onwimon of Thailand. All contents, unless otherwise stated, are SO's sole responsibility. Intellectual property rights are strictly observed under the Berne Convention (1886, 1914, 1979), the World Intellectual Property Organization Copyright Treaty (1996), and Thai laws. THAIVISION aims to serve the public in areas of SO's personal interest. Books and literatures are the main sources of enlightenment. World affairs, science, humanities, philosophy and culture are among leading subjects to be explored. Constructive engagement from readers are  highly valued. THAIVISION is bi-lingual, ไทย and English. Somkiat Onwimon is the legal owner of THAIVISION and all copyrights therein, excluding other non-copyright and public domain materials. THAIVISION.com is registered with Network Solutions and hosted by Weebly.
​©THAIVISION Header/logo background picture: Pak Chong sky  26 April 2019
THAIVISION®
REFLECTION ON EVENTS ON PLANET EARTH AND BEYOND 
​©2023 All Rights Reserved  Thai Vitas Co.,Ltd.  Thailand  
✉️
​
[email protected]
  • Queen Sirikit 2475-2568
    • REFLECTION >
      • MORNING WORLD >
        • THAKSIN and ASEAN
        • THAKSIN 2010
        • BOBBY SANDS
      • IN CONTEXT >
        • CLASS WAR IN THAILAND?
        • ราชอาณาจักรแห่งบ่อนการพนัน
        • หน้าที่พลเมืองและศีลธรรม
        • SINGAPORE VS TRUMP'S TARIFF
        • สงครามการค้า สหรัฐฯ vs. ไทย
        • IN CONTEXT 17/2024 [Earth Day 1970-2024]
        • IN CONTEXT 16/2024
        • IN CONTEXT 15/2024
        • IN CONTEXT 14/2024
        • IN CONTEXT 13/2024
        • IN CONTEXT 12/2024
        • IN CONTEXT 11/2024
        • IN CONTEXT 10/2024
        • IN CONTEXT 9/2024
        • IN CONTEXT 8/2024
        • IN CONTEXT 7/2024
        • IN CONTEXT 6/2024
  • ON PLANET EARTH
    • EARTH
    • THE WORLD >
      • SCAM INC. (The Economist)
      • SOUTH-EAST ASIAN SEA
  • THAILAND
    • THE MONARCHY >
      • 9th KING BHUMIBOL- RAMA IX >
        • KING BHUMIBOL AND MICHAEL TODD
        • THE KING'S WORDS
        • THE KING AND I
      • Queen Sirikit 1932-2025
      • 5th KING CHULALONGKORN >
        • KING CHULALONGKORN THE TRAVELLER
        • KING CHULALONGKORN THE INTERNATIONALIST
      • PHRA THEP (PRINCESS SIRINDHORN)
    • DEMOCRACY IN THAILAND >
      • คำปราศรัยเวที กปปส. ของสมเกียรติ อ่อนวิม
    • NATIONAL PARKS OF THAILAND >
      • KHAO YAI NATIONAL PARK
      • PHA TAEM NATIONAL PARK
      • PHU WIANG NATIONAL PARK
      • NAM NAO NATIONAL PARK
      • PHU HIN RONG KLA NATIONAL PARK
      • PHU KRADUENG NATIONAL PARK
      • PHU RUEA NATIONAL PARK
      • MAE YOM NATIONAL PARK
      • DOI SUTHEP-PUI NATIONAL PARK
      • DOI INTHANON NATIONAL PARK
      • THONG PHA PHUM NATIONAL PARK
      • KAENG KRACHAN NATIONAL PARK
      • MU KO ANG THONG NATIONAL PARK
      • MU KO SURIN NATIONAL PARK
      • MU KO SIMILAN NATIONAL PARK
      • HAT NOPPHARATA THARA - MU KO PHI PHI NATIONAL PARK
      • MU KO LANTA NATIONAL PARK
      • TARUTAO NATIONAL PARK
    • THAKSIN and ASEAN
  • AND BEYOND
  • THE LIBRARY
    • MOU43-44 [Thailand v Cambodia]
    • THE ART OF WAR by SUN TZU
    • SUFFICIENCY ECONOMY BY KING BHUMIBOL OF THAILAND
    • SOFT POWER (Joseph Nye, Jr.)
    • CONVERSATIONS WITH THAKSIN by Tom Plate
    • THE GREAT ILLUSION/Norman Angell
    • MORNING WORLD BOOKS >
      • CASINO ROYALE
      • 1984
      • A BRIEF HISTORY OF TIME
      • A HISTORY OF THAILAND
      • CONSTITUTION OF THE UNITED STATES
    • SCIENCE >
      • ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์
      • HUMAN
    • DEMOCRACY IN AMERICA
    • FIRST DEMOCRACY
    • JOHN MUIR
    • MODELS OF DEMOCRACY
    • MULAN
    • THE VOYAGE OF THE BEAGLE
    • ON THE ORIGIN OF SPECIES
    • PHOOLAN DEVI
    • THE REPUBLIC
    • THE TRAVELS OF MARCO POLO
    • UTOPIA
    • A Short History of the World [H.G.Wells]
    • WOMEN OF ARGENTINA
    • THE EARTH : A Very Short Introduction
    • THE ENGLISH GOVERNESS AT THE SIAMESE COURT
    • TIMAEUAS AND CRITIAS : THE ATLANTIS DIALOGUE
    • HARRY POTTER
    • DEMOCRACY / HAROLD PINTER
    • MAGNA CARTA
    • DEMOCRACY : A Very Short Introduction
    • DEMOCRACY / Anthony Arblaster]
    • DEMOCRACY / H.G. Wells
    • ON DEMOCRACY / Robert A. Dahl)
    • STRONG DEMOCRACY
    • THE CRUCIBLE
    • THE ELEMENTS OF STYLE
    • THE ELEMENTS OF JOURNALISM | JOURNALISM: A Very Short Introduction
    • LOVE
    • THE EMPEROR'S NEW CLOTHES
    • THE SOUND OF MUSIC
    • STRONGER TOGETHER
    • ANIMAL FARM
    • POLITICS AND THE ENGLISH LANGUAGE
    • GEORGE ORWELL
    • HENRY DAVID THOREAU >
      • WALDEN
    • MAHATMA GANDHI
    • THE INTERNATIONAL ATLAS OF LUNAR EXPLORATION
    • พระมหาชนก
    • ติโต
    • นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ | A Man Called Intrepid
    • แม่เล่าให้ฟัง
    • SUFFICIENCY ECONOMY
    • พระเจ้าอยู่หัว กับ เศรษฐกิจพอเพียง
    • KING BHUMIBOL AND MICHAEL TODD
    • ... คือคึกฤทธิ์
    • KING BHUMIBOL ADULYADEJ: A Life's Work
    • THE KING OF THAILAND IN WORLD FOCUS
    • พระราชดำรัสเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ >
      • THE KING'S WORDS
    • TESLA INTERVIEW 1926
  • IN MY OPINION
  • S.ONWIMON
    • MY STORY
    • THE DISSERTATION
    • THE WORKS >
      • BROADCAST NEWS & DOCUMENTARIES
      • SPIRIT OF AMERICA
      • THE ASEAN STORY
      • NATIONAL PARKS OF THAILAND
      • HEARTLIGHT: HOPE FOR AUTISTIC CHILDREN IN THAILAND
    • SOMKIAT ONWIMON AND THE 2000 SENATE ELECTION
    • KIAT&TAN >
      • TAN ONWIMON >
        • THE INTERVIEW
    • THAIVISION